วันอาทิตย์, 19 กันยายน 2564

“จุฬาราชมนตรี” “ฟัตวา” แล้วว่า ฉีดวัคซีน ป้องกันไวรัสCoViD19 ถือเป็นความจำเป็น

“จุฬาราชมนตรี” “ฟัตวา”
แล้วว่า ฉีดวัคซีน ป้องกันไวรัสCoViD19
ถือเป็นความจำเป็น
ตามหลักศาสนาบัญญัติ เพื่อรักษาชีวิต
ชี้ วัคซีน ไม่มีส่วนผสมของ สิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนา
สำนักจุฬาราชมนตรี เผยแพร่คำวินิจฉัย (ฟัตวา) ของ จุฬาราชมนตรี เรื่อง การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
ด้วยการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ที่ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก จนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในขณะนี้ ทุกภาคส่วนของประชาคมโลก ทั้งองค์การอนามัยโลก การสาธารณสุขทุกประเทศทั่วโลก และรวมถึง ประเทศไทย ได้สร้างความตระหนักแก่ประชาชนทุกภาคส่วนในการป้องกันตนเองมิให้ต้องประสบกับโรคดังกล่าว ควบคู่กับการเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคนั้น
ดังนั้น การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19) ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ในเวลาอันใกล้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิต ทรัพย์สิน และ
ความปลอดภัยของสังคม
ในการนี้ โดยพิจารณาจากบทวิจัยเกี่ยวกับวัคชีนที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน พบว่า ยังไม่มีข้อมูลใดยืนยัน หรือรับรองว่ามีการปนเปื้อนหรือมีส่วนผสมของสิ่งต้องห้ามตามหลักการศาสนา อิสลาม ซึ่งสอดคล้องกับการพิจารณาของสภาศาสนบัญญัติอิสลามนานาชาติ
(International islamic Fiqh Academy) โดยองค์การความร่วมมืออิสลาม
(Organisation of Islamic Cooperation หรือ OIC) เมื่อวันที่ 16 เมษายน2563 ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างนักวิชาการด้านนิติศาสตร์อิสลามและนักวิซาการด้านการแพทย์ โดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านเภสัชวิทยาและเวซศาสตร์ป้องกันว่า วัคซีนที่ใช้ฉีดเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) นั้น ไม่มีส่วนผสมของสิ่งต้องห้ามตามหลักการศาสนาอิสลาม และการฉีดวัดซีนเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรค มิได้หมายความว่า ไม่ได้มอบหมายการงาน
ต่าง ๆ ต่ออัลลอฮ์ (ช.บ.) หากแต่เป็นวิธีการป้องกันที่ดำเนินไปพร้อมกับการมอบหมายต่อพระองศ์ และหวังในความเมตตาของพระองค์ที่จะคุ้มครองผู้รับการฉีดวัคซีนและสังคมให้รอดปลอดภัยจากโรค ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคที่ดีกว่าการรักษาหลังจากเป็นโรคแล้ว
ตังนั้น จึงถือเป็นภาระความรับผิดชอบของทุกคนที่ต้องมีต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติโดยรวมต่อไป
นายอาศิส พิทักษ์คุมพล
จุฬาราชมนตรี
error: Content is protected !!