วันพุธ, 16 มิถุนายน 2564

“ผอ. GISTDA” ชี้ ไทยต้องเร่ง มี”กฎหมายอวกาศ”

“ผอ. GISTDA”
ชี้ ไทยต้องเร่ง มี”กฎหมายอวกาศ”
หลัง พบถังเชื้อเพลิง ของจรวด ตกกลางทะเลภูเก็ต
ชี้ แม้ครั้งนี้ ไม่เสียหาย
แต่ อนาคต ถ้าทำเสียหาย ใครจะรับผิดชอบ
เผย มี ดาวเทียม -สถานีอวกาศ เป็นแสนๆชิ้น ในอวกาศ อาจมีอะไรตกลงมา วันไหน ก็ได้
.
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ระบุว่า การพบถังเชื้อเพลิงของจรวด ตกกลางทะเลภูเก็ต นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับ “กฎหมายอวกาศ”
ถึงแม้วัตถุอวกาศที่ตกมาสู่พื้นโลกจะไม่ได้สร้างความเสียหายแก่ชีวิต และทรัพย์สิน แต่กฎหมายอวกาศ หรือข้อตกลงทางด้านอวกาศ ได้มีการกล่าวถึงรายละเอียดของการชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากจรวด หรือดาวเทียม หรือสถานีอวกาศ ซึ่งประเทศที่เป็นเจ้าของวัตถุนั้น จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวที่เกิดขึ้น
ซึ่งในสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านอวกาศของสหประชาชาติ มีอยู่ 5 ฉบับ ประกอบด้วย
1.สนธิสัญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การดำเนินกิจการของรัฐในการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอก รวมทั้งดวงจันทร์ และเคหะในท้องฟ้าอื่น ๆ ค.ศ. 1967
2.ความตกลงว่าด้วยการช่วยชีวิตนักอวกาศ การส่งคืนนักอวกาศ และการคืนวัตถุที่ส่งออกไปในอวกาศภายนอก ค.ศ. 1968
3.อนุสัญญาว่าด้วยความรับผิด ระหว่างประเทศสำหรับความเสียหายที่เกิดจากวัตถุอวกาศ ค.ศ.1972
4.อนุสัญญาว่าด้วย การจดทะเบียนวัตถุอวกาศ ค.ศ.1975
ฉบับที่ 5 ความตกลงว่าด้วยกิจกรรมของรัฐบนดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่น ค.ศ. 1979
โดยมีสำนักงานกิจการอวกาศส่วนนอกแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations Office for Outer Space Affairs – UNOOSA เป็นผู้ดูแลการดำเนินกิจการอวกาศของประชาคมโลก
ดร.ปกรณ์ ระบุว่า สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้เคยมีการพูดถึงหลายครั้ง โดยเฉพาะกฎหมายอวกาศกับเหตุการณ์แบบนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยของเราอยู่บ่อย ๆ และเราเป็นภาคีใน 2 ฉบับข้างต้น
ดังนั้น ชัดเจนว่าประเทศไทยมีความรับผิดชอบในการดำเนินกิจกรรมอวกาศ และเมื่อมีชิ้นส่วนจากอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามตกในประเทศไทย เราต้องส่งคืนชิ้นส่วนจากอวกาศนั้นให้แก่ประเทศผู้เป็นเจ้าของวัตถุอวกาศทันที หากมีการร้องขอจากประเทศผู้เป็นเจ้าของวัตถุอวกาศชิ้นนั้น
การพบถังเชื้อเพลิงของจรวดตกกลางทะเลภูเก็ต ตอนนี้เรายังไม่สามารถชี้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของและไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเสียหาย จากวัตถุอวกาศนี้ จึงน่าจะยากที่จะหาคนมารับผิดชอบ
แต่ความเสียหายในเรื่องนี้ GISTDA มีความเห็นว่า ประเทศไทยควรเร่งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความรับผิด ระหว่างประเทศสำหรับความเสียหายที่เกิดจากวัตถุอวกาศ ค.ศ.1972 และ อนุสัญญาว่าด้วยความรับจากวัตถุอวกาศ ค.ศ.1975 อย่างเร่งด่วน
เพราะจะคุ้มครองประชาชนชาวไทยได้ดีกว่าการปรับใช้สนธิสัญญาอวกาศ ค.ศ. 1967 และความตกลงว่าด้วยการช่วยเหลือและส่งกลับฯ ค.ศ. 1968 เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมอวกาศมีมากขึ้นความเสี่ยงภัยที่คนไทยจะได้รับยิ่งก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามมา
ซึ่งความคืบหน้าส่วนนี้ คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ และคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เห็นชอบ ใน (ร่าง) พระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. …. แล้ว เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563
และขณะนี้ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. ได้นำร่าง พรบ.ฉบับดังกล่าว เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว
โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและกำกับให้การดำเนินกิจการอวกาศในประเทศไทยเป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ และเป็นไปด้วยความเหมาะสมสอดคล้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ ถือเป็นกรณีที่บุคคลทั่วไปหรือประชาชน เป็นผู้พบวัตถุอวกาศตกในอาณาเขตประเทศไทย ดังนั้น จึงต้องแจ้งต่อพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในท้องที่ให้ทราบโดยเร็ว
ซึ่งต้องขอขอบคุณและชมเชยประชาชนเหล่านั้นที่ได้ดำเนินการตามหลักการดังกล่าว ต่อจากนี้GISTDA ในฐานะหน่วยงานหลักของรัฐในด้านกิจการอวกาศ ก็จะเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่างๆ ต่อไป
ขณะนี้ในอวกาศมีวัตถุอวกาศ เช่น ดาวเทียม หรือสถานีอวกาศมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมแล้วเป็นแสนๆชิ้น ซึ่งเราอาจจะได้รับผลกระทบหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจากการตกสู่พื้นโลกของวัตถุอวกาศได
อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน, กำลังยืน, กำลังนั่ง และแหล่งน้ำ
Cr. (ข่าวจาก PPTV)
21
error: Content is protected !!