วันจันทร์, 27 กันยายน 2564

กลาโหม ไทย – ปากีสถาน ทำ MOU ความร่วมมือ​ด้านความมั่นมั่นคงและการป้องกันประเทศ

“บิ๊กตู่” มอบ ปลัดกลาโหม ลงนามแทน
ทั้งแลกเปลี่ยนข่าวสาร-ข่าวกรองทางทหาร -ฝึกศึกษาทางทหาร
-ฝึกร่วม-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ -การแพทย์ทหาร-กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ – รักษาสันติภาพ -การบรรเทาภัยพิบัติ
พล.อ.ณัฐ​ อินทรเจริญ ปลัดกลาโหม และ​ นาย​ Asim Iftikhar Ahmad ออท.สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน​ (ปากีสถาน​)​/ไทย ได้​ลงนามในบันทึกความเข้าใจ​ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างกัน ณ ศาลาว่าการกลาโหม
พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้ชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เกือบ 70 ปี โดยเฉพาะความร่วมมือทางทหาร ผ่านการฝึกและศึกษา
พล.อ.ณัฐ ได้กล่าวขอบคุณปากีสถาน ที่ส่งกำลังพลเข้าร่วมฝึก ศึกษาและร่วมสังเกตการณ์ การฝึก Cobra Gold​ 2020 รวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน Defense​ & Security 2019​ ที่ผ่านมา
พร้อมชื่นชมความก้าวหน้าและศักยภาพของปากีสถาน​ในด้านอุตสาหกรรม​ป้องกัน​ประเทศ​ ซึ่งไทยพร้อมร่วมมือและพัฒนาร่วมกัน
นาย​ Asim Iftikhar Ahmad กล่าวแสดงความขอบคุณและย้ำว่าปากีสถาน ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนทางทหารร่วมกัน ทั้งการฝึก การศึกษา การปฏิบัติ​การรักษาสันติภาพ​
รวมทั้งความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม​ป้องกัน​ประเทศ​ และเชื่อมั่นว่า จะสามารถดำรงความต่อเนื่องกิจกรรมความร่วมมือทางทหารในทุกระดับหลังสถานการณ์ COVID-19 ดีขึ้น
ต่อจากนั้น พลเอกณัฐ และ ออท.ปากีสถาน ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน เพื่อเสริมสร้าง​และขยาย​ขอบเขต​ความร่วมมือทางทหาร ความร่วมมือ​ด้านความมั่นมั่นคงและการป้องกันประเทศ
รวมทั้งความร่วมมือการปฏิบัติการบรรเทาภัยพิบัติร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้นต่อไป
ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้มอบหมายให้ พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ
ด้านการป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน แทน
(Memorandum of Understanding on Defence Cooperation between the Government of
the Kingdom of Thailand and the Government of the Islamic Republic of Pakistan)
โดยมี กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีลงนามฯ ด้วย
ซึ่งบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อยกระดับและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีอยู่ผ่านความร่วมมือ ด้านการป้องกันประเทศ และเพื่อส่งเสริมกิจกรรมความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างสองประเทศ บนพื้นฐานของความเท่าเทียม และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
โดยบันทึกความเข้าใจฯ มีขอบเขต
ความร่วมมือ เช่น การแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ การประชุมทวิภาคี
ในระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเหล่าทัพ การแลกเปลี่ยนข่าวสารและข่าวกรองทางทหาร การฝึกศึกษาทางทหาร
และการฝึกร่วม อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การแพทย์ทหาร กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การปฏิบัติการ รักษาสันติภาพ และการบรรเทาภัยพิบัติ เป็นต้น
อาจเป็นรูปภาพของ 2 คน และผู้คนกำลังยืน
error: Content is protected !!