วันจันทร์, 19 เมษายน 2564

DTi กลาโหม ร่วมทุนเอกชน ต่อเรือ OPV รถเกราะ 900คัน ขายกองทัพ ฟิลิปปินส์

DTi กลาโหม
ร่วมทุนเอกชน
ต่อเรือ OPV
รถเกราะ 900คัน
ขายกองทัพ ฟิลิปปินส์
เดินหน้าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
มี พรบ. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นใบเบิกทาง
.
พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผอ.
เทคโนโลยีป้องกันประเทศ(สทป.:Defence Technology Institute:DTi) กล่าวว่า ที่ผ่านมา
สทป. ผลิตอาวุธ-ยุทโธปกรณ์ต้นแบบและส่งมอบให้เหล่าทัพต่างๆ นำไปทดสอบทดลองใช้ ให้ตรงตามความต้องการที่ใช้งานที่แท้จริง และดำเนินการสู่กระบวนการมาตรฐาน มาแล้ว
แต่เป็นเพียงแค่ต้นแบบงานวิจัย ซึ่งยังไม่ได้เป็นต้นแบบอุตสาหกรรมที่ส่งต่อสู่สายการผลิตในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ เนื่องมาจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและด้านงบประมาณ
แต่ตอนนี้ มี พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ.2562 แล้ว ส่งเสริมให้มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ
ตั้งแต่การศึกษาวิจัย การผลิต และการนำมาใช้ประโยชน์ โดยจะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐอื่น รวมถึงภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศจะส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวในภาคธุรกิจอันนำไปสู่การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในประเทศไทย เพื่อปรับเปลี่ยนสถานะของประเทศไทย จากการเป็นผู้ซื้อมาเป็นผู้วิจัย ผู้พัฒนา และผู้ผลิตเพื่อการใช้งานภายในประเทศและการส่งออกต่อไป
ทั้งนี้ สทป. ได้จัดทำกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการของสถาบันฯ ในการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของ สทป. ตามบทบาทใน พ.ร.บ.เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ.2562 แล้ว
เช่น การจัดตั้ง หรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล รวมตลอดถึงการเข้าร่วมทุน ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลหรือนิติบุคคลใด เพื่อการดำเนินกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ในปีงบประมาณ 2564 ภายใต้พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ.2562 นี้ สทป. มีโครงการนำร่องในการร่วมทุนเพื่อประกอบกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ ในลักษณะการร่วมจัดตั้งองค์กรนิติบุคคลและการไม่ร่วมจัดตั้งองค์กรนิติบุคคล 4 โครงการ
1.การร่วมจัดตั้งองค์กรนิติบุคคล 2 โครงการ ได้แก่
-โครงการอากาศยานไร้คนขับ (UAV)
ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนแบบจัดตั้งนิติบุคคล ร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชน ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันการใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับนอกจากหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนอื่น ๆ มีความต้องการอย่างต่อเนื่องในการใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับ ไม่ว่าจะเป็นอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ซึ่ง สทป. เองได้มีการดำเนินการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับร่วมกับภาคเอกชนเพื่อใช้ในภารกิจต่าง ๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันและภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
-โครงการอาวุธและกระสุน
สทป. ใช้แนวทางการดำเนินงานในรูปแบบการร่วมลงทุนแบบจัดตั้งนิติบุคคล ร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชน ซึ่ง สทป. เล็งเห็นว่าอาวุธปืนถือเป็นถือเป็นอาวุธประจำกายขั้นมูลฐานที่มีความสำคัญและมีความต้องการจำนวนมากของหน่วยงานด้านความมั่นคง และการจัดหาจากต่างประเทศก็มีข้อจำกัดในหลายด้าน เช่น ข้อจำกัดด้านราคา ข้อจำกัดด้านเวลา ข้อจำกัดทางเทคนิค และข้อจำกัดด้านกฏหมาย เป็นต้น ซึ่งภาคเอกชนในประเทศไทยนั้นมีขีดความสามารถที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การผลิต การประกอบรวม การปรับปรุง การเปลี่ยนลักษณะการแปรสภาพรวมถึงสามารถซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถลดการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งจะสามารถประหยัดงบประมาณและลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ
2. การไม่ร่วมจัดตั้งองค์กรนิติบุคคล 2 โครงการ
– โครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (Offshore Patrol Vessel : OPV)
สทป. ใช้แนวทางการดำเนินงานในรูปแบบการร่วมลงทุนแบบไม่จัดตั้งนิติบุคคล ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐและ/หรือภาคเอกชนไทย
ซึ่งปัจจุบัน กองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้รับอนุมัติงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (Offshore Patrol Vessel: OPV) จำนวน 6 ลำ
ซึ่งหน่วยงานในประเทศไทยมีอู่ต่อเรือที่มีศักยภาพต่อเรือประเภทนี้ ซึ่งสามารถดำเนินการต่อเรือได้ จำนวน 6 ลำ ภายในระยะเวลา 4 ปี โดยเป็นการต่อเรือในประเทศไทย จำนวน 2 ลำ และการต่อเรือในประเทศฟิลิปปินส์ จำนวน 4 ลำ ซึ่งจะดำเนินการจัดหาในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล
– โครงการยานเกราะล้อยางแบบ 4X4
สทป. ใช้แนวทางการดำเนินงานในรูปแบบการร่วมลงทุนแบบไม่จัดตั้งนิติบุคคล ร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชน โดยประเทศฟิลิปปินส์ได้กำหนดโครงการปรับปรุงกองทัพในระยะที่ 2 (ปี 2561-2565) ซึ่งมีความต้องการจัดหารถ Armor light tactical vehicle (LTV) จำนวน 900 คัน โดยบริษัทเอกชนของไทยได้เข้าแข่งขันและได้รับการคัดเลือกเป็นลำดับที่ 1 จากรัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อผลิตรถเกราะล้อยางแบบ 4×4
โดยรัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์ต้องการให้เป็นการดำเนินการจัดหาในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งบริษัทเอกชนของไทยมีศักยภาพในการผลิตยานเกราะล้อยางแบบ 4X4 ให้แก่กองทัพไทยและจำหน่ายแล้วในหลายประเทศ
สทป. จึงได้ประกาศโครงการร่วมทุนผลิตยานเกราะล้อยางแบบ 4X4 กับบริษัทเอกชน ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้กับภาคเอกชนของไทย
พลอากาศเอก ดร.ปรีชา กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานต่อไปว่า สทป. ยังคงต้องวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่เป็นโครงการเดิม ควบคู่ไปกับการดำเนินการโครงการใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ.2562 ในลักษณะของการบูรณาการ และเป็นเทคโนโลยี 2 ทางที่ใช้งานได้ทั้งทหาร และพลเรือน งานในโครงการใดที่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ก็จะนำมาพิจารณาดำเนินการ
ในภาพอาจจะมี ท้องฟ้า และสถานที่กลางแจ้ง
error: Content is protected !!