วันเสาร์, 24 ตุลาคม 2563

ย้อนรอยเส้นทางธรรม สู่เก้าอี้นายกฯของ”บิ๊กแดง”

วัดวาอารามในประเทศไทย มีเยอะแยะเป็นหมื่นเป็นร้อย แต่ทำไมถึงต้อง“วัดหงส์ฯ”
หลายคนสงสัยว่า”บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองราชเลขาธิการ พระราชวัง อดีตผบ.ทบ.“บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.ถึงต้องมาบวชที่วัดแห่งนี้ หรือด้วยความเชื่อ ความศรัทธา ที่บอกปากต่อปากทำให้วัดหงส์ฯโดนเด่นขึ้นมาในยุคนี้
มีเรื่องเล่ากันว่า วัดหงส์รัตนาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมเรียกกันว่า วัดเจ๊สัวหง หรือ แจ๊สัวหง หรือ เจ้าสัวหง หรือ วัดขรัวหง ตามชื่อของนายหง เศรษฐีชาวจีนผู้สร้าง ต่อมา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี และได้กำหนดเขตพระราชฐานขึ้น วัดหงส์รัตนารามจึงกลายเป็นวัดที่ติดกับพระบรมราชวัง
แถมยังเป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ใช้ในการเตรียมกำลังต่อสู้กับข้าศึก เป็นลานฝึกดาบ และมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในการกระทำพิธีก่อนออกศึกสงคราม
จึงไม่แปลกที่ ทหารและตำรวจให้ความเคารพศรัทธาอย่างสูง มาประกอบพิธีทางศาสนา สักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทำพิธีตามความเชื่อที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่บ่อยครั้ง
ขนาด “นายกฯตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ก็เคยมาอาบน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางแสงจันทร์ ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วก็ตาม
รวมถึงความเชื่อที่ว่า พระเทพปริยัติมุนี หรือ“เจ้าคุณมีชัย” เจ้าอาวาสวัดหงส์ฯ มีชื่อเป็น”มงคล” มีชัยชนะต่ออุปสรรคนานับปการ ทำให้เกิดความเลื่อมใส ศรัทธาสูงสุด
ทำให้ชาวบ้านแห่เข้ามากราบไหว้ สนทนาธรรม และร่วมทำบุญ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลในชีวิต รวมถึง”เจ้าคุณมีชัย”เองเป็นพระนักสอนหลักธรรมชีวิต พระนักสร้าง พระนักปฏิบัติ พระนักพัฒนา และเป็นพระผู้มีเมตตา ผู้มีน้ำใจศรัทธา สร้างพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน
เฉกเช่นเดียวกัน เจ้าคุณธงชัย พระพรหมมังคลาจารย์ (ธงชัย ธมมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร วิทยารามวรวิหาร​ เพราะชื่อธงชัย​ก็เป็น”มงคล” และยังเคยโด่งดังเรื่องวัตถุมงคลในอดีตมาก่อน​ ทำให้บรรดานายทหารระดับสูง พ่อค้า นักธุรกิจ เลื่อมใสศรัทธา เช่นกัน
ถึงวันนี้ “บิ๊กแป๊ะ”พล.ต.อ.จักรทิพย์ เข้าอุปสมบท ได้ฉายาว่า จินตชโย แปลว่า ผู้ชนะจิตใจ “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ ได้อุปสมบท​ เมื่อเช้าวันที่ 8 ต.ค.ได้ฉายาว่า อภิรัชตโน แปลว่า ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง
หรือด้วยความเชื่อที่ว่า หากได้บวชเรียนแล้ว อนาคตไม่แน่ว่า เส้นทางสู่เก้าอี้”นายกรัฐมนตรี” คงไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล จึงไม่แปลกที่อาจคิดได้ต่อการกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเอง
หากย้อนดูเส้นทาง“บิ๊กแดง”ไม่แตกต่างจาก“บิ๊กแอ้ด”พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี และอดีต ผบ.ทบ.เมื่อหลังเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผบ.ทหารสูงสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2546 วางเป้าหมายไว้ว่าจะอุปสมบทและออกธุดงค์ไปในภาคอีสาน แต่ยังไม่ทันได้เข้าอุปสมบทก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อเดือนพ.ย.2546
จนเมื่อดำรงตำแหน่งองคมนตรี ได้สักระยะจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติลาอุปสมบทเป็นเวลา 1 พรรษา เมื่อวันอังคารที่ 27 ก.ค.2547 ที่วัดป่าแสงอรุณ หรือวัดป่าดานวิเวก ต.ศรีชมพู อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย โดยมีหลวงปู่ทองพูล สิริกาโม เจ้าอาวาสวัดป่าภูกระแต เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา “สุรยุทโธ”
จนรัฐประหารปี 2549 เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2549 โดยมีพล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
เส้นทางชีวิตดูเหมือนคล้ายกัน แต่ขึ้นอยู่ที่กาลเวลา​ สถานการณ์เบื้องหน้าขีดเส้นทางชีวิต“บิ๊กแดง”ไว้อย่างไร ต่อการก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี”
เพราะไม่มีใครรู้ ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะเป็นผู้กำหนด
error: Content is protected !!