วันพฤหัสบดี, 24 กันยายน 2563

“Nowhere to be seen but present everywhere”

เพจ ทร.ย้อนอดีต 3 เหตุการณ์ “สมัยพระนารายณ์ฯ-รศ.112- สงครามโลก#2”ที่ไทย มีจุดอ่อนด้านภูมิศาสตร์ ถูกปิดอ่าว และไม่มี เรือดำน้ำ มาเสริมศักยภาพ ให้ศัตรูยำเกรง

“บิ๊กบู” พลเรือโท ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสธ.ทร.และ โฆษก ทร. ลงบทความแล้ว ของ พล.ร.อ.ภาณุ บุญยะวิโรจน์ อดีต ผบ.กองเรือดำน้ำ นายทหารเรือ นอกราชการ ในเพจ โฆษกทร. ว่า

อ่านให้จบ จะรู้ว่ามีเรือดำน้ำไปทำไม….
แม้ในบริบทข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์
.

จากการที่ผมได้เคยศึกษาด้านความมั่นคงและการทหารระดับยุทธศาสตร์ จากสถาบันทั้งต่างประเทศและในประเทศมา ติดตามสถานการณ์โลกและภูมิภาค กับสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสถาบันการศึกษาระดับสูงของกองทัพมาอย่างต่อเนื่อง

จึงอยากแชร์มุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเล เพื่อการเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้เกี่ยวกับทะเล ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชน การกินดีอยู่ดีของคนในชาติ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ขอนำเสนอตามข้อเท็จจริง ปราศจากการเมือง และการติดยึดกับทหาร โดยในภาคแรกนี้จะนำไปสู่การได้คำตอบว่า “มีเรือดำน้ำไปทำไม”

อันดับแรก จำเป็นต้องทำความเข้าใจด้านภูมิรัฐศาสตร์ก่อนว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ กล่าวคือ อ่าวไทย เป็นอ่าวปิดลึกเข้ามาในคาบสมุทร

ในอดีตก็เคยถูกปิดอ่าวมาแล้ว 3 ครั้ง

ครั้งแรก….สมัยสมเด็จพระนารายณ์​มหาราช ที่ฮอร์ลันดา เอาเรือรบเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา มาปิดทางออกสู่ทะเลของไทย …คงจำเรื่อง “บุพเพสันนิวาศ”ได้นะครับ

ครั้งที่ 2 ….ก็เหตุการณ์ ร.ศ.112 สมัยรัชการที่ 5 ที่ฝรั่งเศส มาปิดปากอ่าวไทย จนเราต้องเสียดินแดนไปเกือบเท่ากับขนาดประเทศไทยในปัจจุบัน

และครั้งที่ 3 ….ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เรือดำน้ำสหรัฐฯ มาจมเรือขนส่งน้ำมันชื่อ” ร.ล.สมุย” บริเวณปากอ่าวไทย ทหารเรือสละชีพไป 36 นาย มีผลทำให้ไม่สามารถขนส่งน้ำมันจากทางทะเลเข้าสู่ประเทศได้ กิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจแทบจะหยุดชะงัก ประชาชนก็เดือดร้อนกันทั่ว

ทั้ง 3 เหตุการณ์ข้างต้น น่าจะทำให้ทุกท่านตระหนักแล้วนะครับว่า จุดอ่อนด้านภูมิศาสตร์ของเรา ผู้รุกรานสามารถใช้ประโยชน์สร้างความเสียหายให้กับประเทศได้มากมายมหาศาลอย่างไร

แล้วเรามีทางแก้ไขไหม?…

เรื่องนี้คงต้องดูว่า ต่างประเทศเขาทำกันอย่างไร ผมขอเปรียบเทียบกับประเทศเยอรมัน จะทำให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น
.
ประเทศเยอรมัน ก็เหมือนกับประเทศไทยกลับหัว มีทะเล 2 ฝั่งแต่ถูกคั่นด้วยประเทศที่ 3 ท่าเรือหลักคือ Hamburg และ Wilhelmhaven อยู่ในทะเลบอลติกและทะเลเหนือ ซึ่งเส้นทางการเดินเรือจะต้องผ่านหลายประเทศ แม้จะมีคลองคีล แต่ในยามสงครามก็ถูกปิดกั้นโดยง่ายจากทุ่นระเบิดวางโดยข้าศึก

จึงจำเป็นต้องสร้างศักยภาพในการป้องปรามต่อประเทศที่จะมาคุกคามเส้นทางเดินเรือ และขนส่งพลังงานเข้าสู่ประเทศ

ด้วยการคงประจำการเรือดำน้ำพลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดชั้น 212A จำนวน 6 ลำ

แม้จะยกเลิก Warsaw Pack ไม่มีภัยคุกคามที่เด่นชัดแล้วก็ตาม

และที่น่าสังเกตุคือ ทะเลบอลติก และทะเลเหนือ มีความลึกน้ำเฉลี่ยใกล้เคียงกับอ่าวไทย

แต่กองทัพเรือเยอรมันกลับสร้างเรือดำน้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า ที่เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2

สาเหตุหนึ่งคือ เรือดำน้ำเป็นอาวุธทางรุก ยากต่อการตรวจพบ และให้ปฏิบัติการได้นานขึ้น สามารถเล็ดรอดเข้าไปทำลายกำลังหลักของฝ่ายตรงข้ามได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่อาณาเขตทางทะเลของตน พื้นที่ปฏิบัติการหลักจึงอยู่ภายนอก ซึ่งจะยิ่งสร้างอำนาจการป้องปรามให้สูงยิ่งขึ้น

ดังคำกล่าวที่ว่า “ Nowhere to be seen but present everywhere”

แปลเป็นไทยง่ายๆว่า “มองไม่เห็นตัว แต่สร้างความสะพรึงกลัวไปทั่ว”

ด้วยเหตุนี้ความจำเป็นต้องมีเรือดำน้ำ อาจไม่ได้มาจากภัยคุกคามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความจำเป็นต้องสร้างศักยภาพในการป้องปราม เพื่อลดข้อเสียเปรียบด้านภูมิศาสตร์ ทำให้ผู้รุกรานที่อาศัยเงื่อนไขความขัดแย้งที่มีอยู่ ต้องยับยั้งชั่งใจว่า อาจถูกกระทำก่อน หรือถูกโจมตีตลบหลังจากภายนอก ทำให้ผลที่ได้รับไม่คุ้มกับความสูญเสีย จึงเลิกล้มความตั้งใจที่จะรุกรานในที่สุด
.
การที่จะตอบว่า “มีเรือดำน้ำไปทำไม” นอกจากการอุดช่องโหว่ ด้านข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์แล้ว ดังกล่าวข้างต้นแล้ว

ยังมีปัจจัยอื่นๆเกี่ยวข้องอีกมากที่จะแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่า เช่น ประเด็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การรับประกันเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมเศรษฐกิจทางทะเล และการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนกับระบบเศรษฐกิจทางทะเลของไทย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังต้องตอบคำถามต่อสาธารณชนอีกจำนวนมาก อาทิ

….อะไร คือความเสี่ยงที่ต้องจัดหาเรือดำน้ำในสภาวะการณ์เช่นนี้ ทำไมไม่ลงทุนกับการปราบเรือดำน้ำจะดีกว่าหรือไม่

….ความคิดจัดหาเรือดำน้ำ ถือว่าล้าสมัยหรือไม่ เพราะในอนาคตจะมี “โดรนใต้น้ำ” ล่าทำลายเรือดำน้ำแล้ว

…อ่าวไทยตื้น…เรือประมงและอุปกรณ์ก็เยอะ ไม่เป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการของเรือดำน้ำหรือ

….และเมื่อซื้อมาแล้ว มีความสามารถจะดูแลรักษาให้พร้อมใช้ตลอดอายุการใช้งานหรือไม่ ฯลฯ เป็นต้น

ประเด็นต่างๆเหล่านี้ ผมเห็นว่าจำเป็นต้องมีคำตอบ ให้ประชาชนผู้เสียภาษีอากร ได้ทราบถึงความจำเป็น ความคุ้มค่า และความทันใช้งานเพื่อประกันความเสี่ยงอย่างครบถ้วน
.
ที่มา :
https://1.bp.blogspot.com/…/jAPzVm9…/s361/Thailand%2Bmap.gif

error: Content is protected !!