วันพฤหัสบดี, 22 ตุลาคม 2563

พิธี ย่ำพระสุริย์ศรี อำลา “บิ๊กลือ”

เปิดใจ เหตุที่มาเป็นทหารเรือ
เพราะ “กะลาสี ฮีโร่” คนเดียว สู้กับนักเลงหัวไม้เป็นสิบ ชนะราบคาบ ด้วยใบมีดโกนอันเดียว
จึงเปลี่ยนความคิด จากที่อยากเป็น สถาปนิก มาตั้งเป้าว่า จะเป็นทหารเรือ
แถม ฐานะยากจน อดมื้อกินมื้อ ประหยัดเก็บเงินไว้เรียน
เลยต้องมาเรียนทหาร
ให้ข้อคิด คนเป็น ผู้บังคับบัญชาได้ แต่เป็นผู้นำไม่ได้
ต้อง “นำดี ตามดี”

“การเป็นผู้บังคับบัญชานี้ใครๆก็เป็นได้ แต่การเป็นผู้นำมี ไม่กี่คนที่จะนำได้”

.
พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปยัง หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นประธานในพิธีอำลาชีวิตการรับราชการ และพิธีย่ำพระสุริย์ศรี

ซึ่งหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินได้จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บัญชาการทหารเรือ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

โดยพลเรือโท รณรงค์ สิทธินันทน์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และนายทหารระดับสูงของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

พิธีย่ำพระสุริย์ศรี และการสวนสนามของทหารนาวิกโยธิน การจัดพิธีย่ำพระสุริย์ศรีในครั้งนี้ ยังจัดให้ทหารหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินที่ครบเกษียณอายุราชการเข้าร่วมพิธีอีก จำนวน 422 นาย

พลเรือเอกลือชัย กล่าวว่า ผมระลึกอยู่เสมอว่า การเป็นผู้บังคับบัญชานี้ใครๆก็เป็นได้ แต่การเป็นผู้นำมี ไม่กี่คนที่จะนำได้

เหมือนที่ ทหารนาวิกโยธิน กล่าวไว้ว่า “นำดี” บางคน เป็นผู้บังคับบัญชาแล้วไม่สามารถเป็นผู้นำได้ เหล่านี้วนเวียนอยู่ในสมองของผม ตั้งแต่เป็นนักเรียนนายเรือ ผ่านการเป็นชั้นผู้น้อยมาโดยลำดับ ได้เฝ้ามอง เฝ้าคิดว่ากองทัพเรือเราจะเป็นเช่นไร

จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง อดมื้อกินมื้อ สมัยยังเยาว์ ไปโรงเรียน หากไม่ ตักข้าวใส่ตลับไปโรงเรียน ก็ต้องอดมื้อเที่ยง บางครั้งบุพการีได้ให้เงินเป็นค่าอาหาร แต่ด้วยใจรักแห่งความมัธยัสถ์ ก็จะเก็บส่วนหนึ่งเป็นทุนการศึกษาของตัวเอง นี่คือเยาว์วัยเมื่อเติบโตขึ้น

ใจจริงแล้วไม่อยากเป็นทหาร อยากเป็นสถาปนิก เพราะว่าใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก

แต่ด้วยภาวะทางฐานะซึ่งเด็กบ้านนอกชาวนาผู้หนึ่ง ไม่มีปัญญาที่จะเป็นวิศวกรได้ และได้เห็นความเป็นลูกผู้ชายของทหารเรือ เมื่อเยาว์วัย

เมื่อกลุ่มนักเลงหัวไม้ รังแกประชาชนผู้อ่อนแอ มีกะลาสีทหารเรือ เพียงแค่คนเดียว กับ 1 มีดโกน สามารถล้มนักเลงหัวไม้เป็นสิบ ให้พ่ายแพ้ไปได้

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ว่า “ต่อไปนี้ฉันจะเป็นทหารเรือ”

ในชั้นมัธยม ผมจึงได้ตั้งใจศึกษาหาความรู้ จนกระทั่งสามารถสอบเข้าเป็นนักเรียนนายเรือได้

เมื่อเป็นนักเรียนนายเรือก็เฝ้ามองการปกครองบังคับบัญชา แต่โชคดีประการหนึ่งคือ มีพี่ชายเป็นทหารบก เกิดการแลกเปลี่ยนวิเคราะห์ความรู้กัน และเมื่อเป็นผู้บังคับบัญชาก็คิดว่าต้องเป็นผู้นำที่ดีด้วย จึงจะเกิดประโยชน์

ขณะเดียวกันก็ได้เห็นความทุกข์ยากของชั้นผู้น้อย อยู่อย่างอัตคัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารตามแนวชายแดน ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องไป ตรวจเยี่ยมเพื่อสร้างขวัญกำลังใจอยู่เสมอ

ผมขอขอบคุณผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ที่ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ฝึกปรือ ฝึกฝน ให้ทหารเข็มแข็งเช่นในอดีตที่ผ่านมา ขอบคุณประธานชมรมภริยาทหารเรือนาวิกโยธินที่ดูแลครอบครัวทหารนาวิกโยธิน ให้มีความสมัครสมานสามัคคี

“ตราบใดที่น้ำทะเลเป็นสีเข้ม ตราบนั้นเลือดเราไม่เคยจาง ไม่ว่าจะเหล่าพรรคใด เราคือทหารเรือไทย เป็นลูกเสด็จเตี่ยทุกคน นี่คือความมุ่งมั่นของผม”

ผู้บัญชาการเชื่อว่า สุดท้ายในการรบ ชนะที่คนไม่ใช่เครื่องมือ คนต้องเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญาเฉียบแหลม มีความรู้จึงจะชนะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารมารีนและมนุษย์กบใเมื่อทิ้งไพ่ใบสุดท้าย
ต้องชนะ นี่คือเจตนารมณ์แน่วแน่ของผม

ผมไม่ขอฝากอะไรเพราะว่าเห็นความพร้อมทุกหมู่เหล่าอยู่ที่นี้ รวมถึงหน่วยอื่นแล้ว ขอขอบคุณอย่างจริงใจอีกครั้งหนึ่งที่ให้การต้อนรับแสดงความเทิดเกียรติในวันนี้ ”

สำหรับพิธีย่ำพระสุริย์ศรี เป็นพิธีการของทหารเรือไทยพิธีหนึ่ง คล้ายกับการสวนสนามเพื่ออำลาชีวิตราชการของผู้บังคับบัญชาระดับสูง เช่น ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการหน่วยนาวิกโยธิน เป็นต้น ซึ่งพิธีนี้นั้นจะเริ่มกระทำในเวลาที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าพอดี (ประมาณ 18.00 น.) ถือเป็นขนบธรรมเนียมของทหารหน่วยนาวิกโยธิน

โดยมีการอัญเชิญธงราชนาวีลงจากยอดเสา โดยทั่วไปที่ถือเอาเวลา
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นหลัก จึงได้ชื่อว่า “พิธีย่ำพระสุริย์ศรี” ซึ่งเรียกตามชื่อ “เพลงพระสุริย์ศรี” ซึ่งเป็นเพลงที่เกิดจากภูมิปัญญาทหารเรือไทยที่พัฒนาจากจังหวะเพลงย่ำค่ำ มาเป็นเพลงบรรเลงรูปจบกระบวนของการแสดงดนตรีสยาม หรือเพลง ฟีนาเล่

และด้วยเหตุผลที่ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีทหารเรือ เมื่อเชิญธงราชนาวีลงจากยอดเสา พลแตรเดี่ยวจะเป่าเพลง ย่ำค่ำ อันเป็นตำนานเก่าแก่สืบมาช้านาน จึงน่าอนุโลมใช้คำ ย่ำพระสุริย์ศรี กับพิธีการเช่นนี้ได้

ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษนัก แต่มีความหมายในภาษาไทยว่า การจบ สิ้นสุด หรือยุติลงอย่างสง่างาม ซึ่งสอดรับกับพิธีการของการอำลาชีวิตราชการอย่างกลมกลืน ดังนั้น พิธีย่ำพระสุริย์ศรี

โดยพิธีการนี้ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มิได้ลอกเลียนแบบมาจากหน่วยทหารสวนสนามของนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด เพียงแต่อาศัยเค้าโครงมาสอดแทรกการแสดงทางทหารประกอบวงโยธวาทิต ซึ่งทั้งสิ้นจะกระทำอยู่ท่ามกลางความสว่างจากดวงไฟที่จัดไว้อย่างเหมาะสม

โดยมีลำแสงของพระอาทิตย์ที่ทาบทาท้องฟ้ายามเย็นย่ำเป็นฉากหลังที่สวยงามตามธรรมชาติ และปิดท้ายด้วยการจุดพลุดอกไม้ไฟอันงดงามตระการตา

หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จะจัดพิธีเช่นนี้ขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ หรือเทิดเกียรติบุคคลสำคัญของกองทัพเรือ เท่านั้น พิธีดังกล่าว จะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่ลำแสงสุดท้าย ของพระอาทิตย์จะค่อย ๆ เลือนลับไปกับความมืด และเหมาะสม

สำหรับการต่อด้วยงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นพิธีการ
ที่สามารถจัดขึ้นในเวลาถัดไปในสถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงกัน

พิธีย่ำพระสุริย์ศรี มีขึ้นครั้งแรกที่บริเวณที่บริเวณสนามหน้ากองบัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2522 ในโอกาสที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ฉลองพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ เรือโทหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และได้จัดให้มีพิธีเช่นเดียวกันนี้ต่อเนื่องอีกหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน

error: Content is protected !!