วันพฤหัสบดี, 22 ตุลาคม 2563

ของแถม กว่า 2,100 ล้านบาท !! เพราะมิตรไมตรี ไทย-จีน

ทัพเรือ เปิดเอกสาร
ยัน Agreement ทร.ไทย กับCSOC รัฐวิสาหกิจ กลาโหมจีน
ชี้“บิ๊กลือ” เป็นตัวแทน ผบ.ทร.-รมว.กห.-นายกฯ
ได้รับมอบหมายจาก ครม. มาลงนาม
G to G จริง ไม่เก๊
เผย สัมพันธ์ที่ดี จีน แถม ให้ ทั้งติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม-แผ่นยางลดเสียงสะท้อน -ระบบสื่อสารดาวเทียม -ระบบสื่อสารข้อมูลทางยุทธวิธี -อาวุธทั้ง จรวดนำวิถี ทุ่นระเบิด ตอร์ปิโด กว่า 2,100 ล้านบาท
ถ้าชะลอซื้อ ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์ ต้องเจรจาใหม่

.
นาวาเอก ธาดาวุธ ทัตพิทักษ์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ กล่าวว่า มีผู้ให้ข่าวในสื่อต่างๆว่าการจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 1 ไม่ถูกต้องและไม่มีกฎหมายรองรับนั้น

“ทร.ยืนยันว่า กองทัพเรือไม่เคยพูดเท็จกับประชาชน แต่การมีเรือดำน้ำจะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรอง กองทัพเรือจึงได้ศึกษาและเสนอแนะต่อรัฐบาล กระทั่งในวันที่ 18 เมษายน 2560 ครม.มีมติเห็นชอบจัดหาเรือดำน้ำ 3 ลำ สืบเนื่องมาจากกองทัพเรือตระหนักถึงความจำเป็นของเรือดำน้ำ และพบว่า ข้อเสนอของจีนนั้นดีที่สุด และอนุมัติการจัดหาเรือดำน้ำในปี 2559

ส่วนที่บอกว่า G to G ปลอม เป็นการให้ข้อมูลเท็จ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารเรือ อนุมัติให้ประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำ และเสนาธิการทหารเรือเป็นผู้แทนในการลงนามข้อตกลง

จึงยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง พิจารณารอบคอบตามระเบียบวิธีราชการทุกประการ

ขณะที่รัฐบาลจีน สั่งการให้หน่วยงาน SASTIND ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐของจีนสำหรับการบริหารงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการส่งออกอาวุธ มอบอำนาจให้บริษัท CSOC และมอบอำนาจให้ประธานบริษัท CSOC มาลงนามแทน

ดังนั้น คนที่มาลงนามของจีน ได้รับมอบอำนาจมาอย่างชัดเจน จึงเป็น G to G ของจริง ไม่ใช่ G to G ของปลอม

ส่วนประเด็นที่ยังคลาดเคลื่อน เรื่องการทำสัญญาระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย เนื่องจากเป็น G to G คือ ความเอื้อเฟื้อมิตรไมตรี ระหว่างรัฐบาล จึงไม่ใช้คำว่าสัญญา และใช้คำว่า ข้อตกลง ทำให้มีผู้เข้าใจผิดไปแปลว่า ข้อตกลงคือ MOU ที่ต้องลงนามโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งที่ข้อตกลงนี้ เป็น Agreement ไม่ใช่ MOU

พล.ร.ต.อรรถพล เพชรฉาย ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ กล่าวว่า การเจรจากับจีน อยู่บนพื้นฐานเรือดำน้ำ 3 ลำมาโดยตลอด และรัฐบาลจีน รับทราบการจัดหาเป็นระยะ

แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาด้านงบประมาณจึงได้จัดหาเรือดำน้ำระยะที่ 1 จำนวน 1 ลำก่อน ซึ่งได้ลงนามข้อตกลงไปแล้ว

ส่วนการจัดหาในระยะที่2 ในปีงบประมาณ 2563 – 2569 การเจรจาได้ข้อยุติแล้ว และสามารถจัดหาได้ในราคาลำละ 11,250 ล้านบาท ซึ่งมีราคาต่อลำต่ำกว่าลำที่1

รวมถึงได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมประกอบด้วยแผ่นยางลดเสียงสะท้อน ระบบสื่อสารดาวเทียม ระบบสื่อสารข้อมูลทางยุทธวิธี และอาวุธทั้ง จรวดนำวิถี ทุ่นระเบิด ตอร์ปิโด โดยมีมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท ซึ่งไม่ต้องเพิ่มวงเงินแต่อย่างใด

ดังนั้น ในปี 2560-2570 ประเทศไทยจะมีเรือลำดำหน้าตาคล้ายกันทั้งหมด 3 ลำ แต่หากไม่ดำเนินการตามที่เจรจาไว้ทั้งหมด ประเทศไทยก็จะหมดความน่าเชื่อถือเชิงพาณิชย์ การจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 2-3 จึงมีความจำเป็น ซึ่งได้เสนอร่างข้อตกลงจ้างให้สำนักงานอัยการสูงสุดและกระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบแล้ว

error: Content is protected !!