วันศุกร์, 30 กรกฎาคม 2564

สถิติ 72 วัน เคอร์ฟิว

18 มิ.ย. 2020
172

ศปม.ตำรวจ
บันทึกสถิติ 72 วัน เคอร์ฟิว
มีผู้ฝ่าฝืนทำความผิด 41,941 รายเฉลี่ยวันละกว่า 582 ราย
ออกนอกเคหสถาน37,358 ราย
มั่วสุมในเคหสถาน 4,583 ราย

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผบ.ตร. และโฆษก ตร. แถลงสรุปผลการปฏิบัติป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงประกาศเคอร์ฟิว ในภาพรวมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ตลอดห้วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ซึ่งมีภารกิจในการดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยการบูรณาการปฏิบัติของพลเรือน ตำรวจ และทหาร ได้มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยหลักในการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและการบังคับใช้มาตรการต่างๆ เช่น การปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดและฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน การจัดตั้งจุดตรวจควบคุมการแพร่ระบาด การจัดตั้งจุดตรวจเคอร์ฟิว การจัดสายตรวจและชุดตรวจร่วมออกสุ่มตรวจกิจกรรม กิจการที่ได้รับการผ่อนคลายการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนหน่วยงานอื่นตามที่ได้รับการร้องขอ ทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้นำนโยบายของรัฐบาล กองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง(ศปม.) มาเป็นหลักในการปฏิบัติ

โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้น เพื่อนำนโยบายถ่ายทอดและสั่งการลงไปยังหน่วยงานตำรวจทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันลดการแพร่ระบาดของเชื้อ ตลอดจนเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

สำหรับตัวเลขผู้กระทำความผิดในช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศโดยนับตั้งแต่คืนวันที่ 3 เมษายนจนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2563 รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 72 วัน พบว่ามีการฝ่าฝืนกระทำความผิดในช่วงเคอร์ฟิว ทั้งสิ้นจำนวน 41,941 รายหรือเฉลี่ยวันละกว่า 582 ราย สามารถจำแนกรายละเอียดได้ดังนี้ ความผิดจากการออกนอกเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเหตุอันสมควร รวมจำนวน 37,358 ราย ได้ดำเนินคดี 32,539 ราย ตักเตือน 4,819 ราย ความผิดจากการรวมกลุ่มมั่วสุมในเคหสถานในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ จำนวน 4,583 ราย ได้ดำเนินคดี 4,474 ราย ตักเตือน 109 ราย

โดยสาเหตุของการกระทำความผิดในการออกนอกเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเหตุอันควร 3 ลำดับแรก ดังนี้ 1.ออกมาทำธุระ 8,412 ราย คิดเป็นร้อยละ 25, 2.เดินทางกลับที่พัก 6,718 ราย คิดเป็นร้อยละ 20, 3.ขับขี่ยานพาหนะเล่น 4,290 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ส่วนสาเหตุของการกระทำความผิดในการรวมกลุ่มมั่วสุมในเคหสถานในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1.ดื่มสุรา 1,589 ราย คิดเป็นร้อยละ 39, 2.เล่นการพนัน 1,231 ราย คิดเป็นร้อยละ 30, 3.เสพยาเสพติด 690 ราย คิดเป็นร้อยละ 17

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่า แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาห้ามแล้วก็ตาม

แต่ยังคงมีข้อกำหนดอื่น ๆ ที่จะต้องถือปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ หรือการกระทำที่เป็นความผิดตามพ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เป็นต้น จึงขอฝากพี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามโดยถือเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การสวมใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม การล้างมือบ่อยๆ การใช้แอปพลิเคชั่น “ ไทยชนะ” ในการเข้ารับบริการตามสถานที่ต่างๆรวมทั้งการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคที่ทางราชการกำหนด และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนร่วมจับมือเดินหน้ากับท่านนายกรัฐมนตรีในการ รวมไทยสร้างชาติไปด้วยกัน

Fb.Wassana Nanuam

error: Content is protected !!