วันศุกร์, 30 กรกฎาคม 2564

ทบ. ยกทีม แถลง

04 มิ.ย. 2020
224

ทบ. ยกทีม แถลง
ปม“หมู่อาร์ม”5 ประเด็น
ชี้ ถูกดำเนินคดี เพราะหนีราชการ
ไม่ใช่ เพราะนำข้อมูลการทุจริตไปเผยแพร่
ยัน “บิ๊กแดง” ไม่เคยสั่งตั้งกก.สอบสวนฯ หน่วยต้นสังกัด ตั้งเองตามระเบียบ
แต่สั่งตั้งกก.สอบ ปม ทุจริตเบี้ยเลี้ยง หลัง”ได้รับร้องเรียน-ผ่านสื่อ”
ชี้ พบ มีมูล ส่ง “ปปช.” แล้ว
ฟัน 3 นายพล
ย้อนTimeline การร้องเรียน สายตรง ผบ.ทบ.
ยัน ทบ. ไม่ได้ละเลยเพิกเฉย คำร้องเรียน
ย้ำ ดำเนินคดี เป็นไปตามสายการบังคับบัญชา ของหน่วยต้นสังกัด
แจงคลิป ไม่ได้ขู่อาฆาต แค่อบรม ขอขมากัน
แนะ หากเจ้าตัวคิดว่าถูกข่มขู่ ควรแจ้งความตามกฎหมาย

.
จากกรณี “หมู่อาร์ม” สิบเอก ณรงค์ชัย อินทรกวี สังกัดศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ในฐานะผู้ร้องได้ออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะผ่านช่องทางต่างๆ อย่างกว้างขวาง

โดยระบุว่า ได้ร้องเรียนเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณของหน่วยต้นสังกัด จนถูกสอบสวน มีคำสั่งลงโทษต้องหนีขาดราชการ เพราะถูกข่มขู่และอาจถูกปลดออกจากราชการ นั้น

พันเอก วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. พร้อมด้วย พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. และพลตรี บุรินทร์ ทองประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก
ร่วมแถลงข่าว ที่ บก.ทบ.

พร้อมชี้แจง ว่า กองทัพบกมีนโยบายและให้ความสำคัญกับการให้ความเป็นธรรมต่อกำลังพลในทุกเรื่องทุกปัญหาเดือดร้อน โดยผ่านกลไกตามสายการบังคับบัญชา กฎระเบียบ และกฎหมาย

กรณีดังกล่าวมี บางเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงและบางเหตุการณ์ถูกนำไปเชื่อมโยง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ

พันเอก วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. กล่าวว่า กองทัพบกจึง ขอชี้แจงให้ทราบถึงข้อมูลการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวดังนี้

1.การร้องเรียน ของ ส.อ.ณรงค์ชัยฯ ได้ใช้ช่องทางผ่านสายตรง ผบ.ทบ.ร้องขอความเป็นธรรมในเรื่องการถูกลงโทษ โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม มิได้ใช้ระบบการร้องเรียน ตามสายการบังคับบัญชา โดยมีลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

– ก.ย.62​เกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้บังคับบัญชา
– ต.ค.62 ​หน่วยต้นสังกัดตั้งกรรมการสอบ ผลสอบระบุกระทำผิด พ.ร.บ.
ว่าด้วยวินัยทหาร พิจารณาโทษจำขัง ระหว่าง 18 – 24 มี.ค.63
– 12 มี.ค. 63 ส.อ.ณรงค์ชัยฯ ร้องเรียนผ่านสายตรง ผบ.ทบ.เรื่องการถูกลงโทษ โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้ระงับการสั่งขัง จากกรณีการผิดวินัยเมื่อ ก.ย.62
– 13 มี.ค. 63 โทรมาสายตรง ผบ.ทบ.ขอยกเลิกการร้องเรียนเมื่อ 12 มี.ค.63

เนื่องจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนมีการประสานงานให้ เจ้าตัวเห็นถึงความจริงใจของ ทบ. ที่เรื่องร้องเรียนได้รับการช่วยเหลือ ทบ. ได้มีการตรวจสอบและให้หน่วยพิจารณาทบทวน

ซึ่งต้นสังกัดยังคงผลการลงโทษตามเดิม เนื่องจากเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร

– 18 มี.ค.63 ​หนีราชการ
– 19 มี.ค.63 ร้องเรียนผ่านสายตรง ผบ.ทบ. เรื่องการถูกลงโทษโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม
– 14 เม.ย.63 ​ร้องเรียนผ่านสายตรง ผบ.ทบ. เรื่องการถูกลงโทษโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม และเข้าร้องต่อคณะกรรมธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสภาผู้แทนฯ
– 27 เม.ย.63​ร้องเรียนต่อ กมธ.

2.กองทัพบกดำเนินการตรวจสอบโดยทันทีเรื่องการทุจริตในศูนย์ซ่อมสร้างฯ

ประเด็นการให้ข้อมูลเรื่องการทุจริต ในศูนย์ซ่อมสร้างฯ ซึ่งประเด็นนี้แม้ว่า ผบ.ทบ. อาจไม่ได้รับเรื่องร้องในระบบ ทบ.

แต่ด้วยมีการกล่าวถึงโดยข่าวสื่อมวลชน ในเรื่องนี้ ผบ.ทบ.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการสอบสวนได้รายงานพบว่าน่าจะมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง ผบ.ทบ.จึงมีคำสั่งให้ดำเนินการต่อไป โดยส่งเรื่องต่อไปให้ ป.ป.ช. พิจารณา

ซึ่งหาก ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ไต่สวนและคดีมีมูล ในส่วนการวินิจฉัยจะมีผลทั้งทางคดีอาญาและทางวินัยต่อข้าราชการที่กระทำผิดต่อไป

ทั้งนี้ยืนยันว่า กองทัพบก ไม่มีการปกป้องผู้ที่กระทำผิดต่อหน่วยงาน เพราะกองทัพบกก็ได้รับความเสียหายจากการทุจริตเช่นกัน

สำหรับการดำเนินการของ ทบ. ในเรื่องการทุจริตนั้น ในช่วงต้นเดือน พ.ค.63 ผบ.ทบ. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อไต่สวนเรื่องการทุจริต

ในศูนย์ซ่อมสร้างฯ จากนั้นช่วงปลายเดือน พ.ค.63 คณะกรรมการฯ ได้สรุปผลการสอบสวน

ทั้งนี้ หากเทียบจากลำดับเหตุการณ์ตามห้วงเวลาจะเห็นได้ว่าการร้องเรียนเข้ามาที่สายตรง ผบ.ทบ. จะสอดคล้องกับห้วงเวลาที่ ผบ.ทบ.สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตศูนย์ซ่อมสร้างฯ แสดงให้เห็นว่า ทบ. ได้ดำเนินการทั้งสองเรื่องควบคู่กันไปโดยทันที แต่อาจจะไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะได้รับทราบ

3. ส.อ.ณรงค์ชัยฯ ถูกดำเนินคดีเพราะขาดราชการ มิใช่เพราะจากการร้องเรียน

สืบเนื่องจาก ส.อ.ณรงค์ชัยฯ มีข้อพิพาทกับผู้บังคับบัญชาเรื่องความประพฤติและกระทำผิดวินัยโดยไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย ใช้กิริยาวาจาไม่สมควรต่อผู้บังคับบัญชา ตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร มาตรา 2(5),2(7) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือน ก.ย.62

โดยทางหน่วยต้นสังกัดได้มีการดำเนินการตามระเบียบ ด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและมีมติพิจารณาโทษกำหนดจำขัง 7 วัน ตั้งแต่ 18-24 มี.ค. 63

แต่มีการหลบเลี่ยง นำไปสู่การหนีราชการ ตั้งแต่18 มี.ค.63 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งการหนีราชการเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร ที่ทหารทุกคนจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หน่วยต้นสังกัด จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและดำเนินคดีในความผิดฐานหนีราชการ ทั้งในด้านวินัยและอาญา แต่ในกระบวนการทางคดีอาญา ศาลทหารเป็นผู้พิจารณาต่อไป

ดังนั้นจากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นได้ว่า ส.อ.ณรงค์ชัยฯ ได้ถูกดำเนินคดีจากฐานความผิดเรื่องหนีราชการ มิใช่จากการที่ไปร้องเรียนการทุจริตในหน่วยงาน ( พ.ร.บ.วินัยทหาร เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของกองทัพ และของประเทศชาติ เป็นหลักกฎหมายสากลที่ใช้กับกองทัพทั่วโลก เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ)

4.หากมีการข่มขู่ถือเป็นคดีอาญา ที่ควรไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม

การที่ ส.อ.ณรงค์ชัยฯ ผู้ร้องอ้างว่าถูกข่มขู่ รู้สึกไม่ปลอดภัยนั้น เข้าใจความรู้สึกของ ส.อ.ณรงค์ชัยฯ ที่อาจมีความวิตกกังวลและเครียดกับเหตุการ์ที่เกิดขึ้น จนทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม หากมีหลักฐานองค์ประกอบหรือถูกกระทำก็สามารถใช้ช่องทางการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมืองปกติได้ น่าจะเหมาะสมที่สุด

ในส่วนของกองทัพบกพร้อมให้ความร่วมมือในทางคดีตามความเป็นจริง

ทั้งนี้ เรื่องการข่มขู่คุกคามจะเอาชีวิตนั้น เป็นเรื่องคดีอาญาทั่วไป ซึ่ง ส.อ.ณรงค์ชัยฯ ควรจะใช้กระบวนการทางกฎหมาย โดยไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน

ซึ่ง ทบ.พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนในทางคดีตามความเป็นจริง รวมถึงหากพนักงานสอบสวนร้องขอให้มีการคุ้มครองพยานตามขั้นตอนของกฎหมาย

ส่วนกรณีคลิป ฝ่าย สำนักงานทหารพระธรรมนูญ(สธน.)ได้พิจารณาแล้ว เป็นการอบรม และขอขมากัน ในประเด็นผิดวินัยระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย เมื่อ ก.ย.62

และ ในบทสนทนาไม่ใช่เรื่องคดีเรื่องการทุจริตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีลักษณะการขู่อาฆาต แต่อย่างใด

5.ผบ.ทบ. ไม่ได้มีการสั่งการ ให้มีการดำเนินคดีต่อ
ส.อ.ณรงค์ชัยฯ แต่เป็นการดำเนินการตามสายการบังคับบัญชาของหน่วยต้นสังกัด

ส่วนที่บางบุคคลเข้าใจว่า ผบ.ทบ. ทราบเรื่องข่าวการทุจริตแล้ว ยังสั่งให้มีการดำเนินคดีกับ ส.อ.ณรงค์ชัยฯ ฐานหนีราชการ ทั้งที่ ส.อ.ณรงค์ชัยฯ เป็นคนนำเรื่องมาเปิดเผยให้กองทัพบกนั้น

ความเข้าใจดังกล่าวอาจอยู่บนพื้นฐานของการมีข้อมูลไม่ครบถ้วน
ในข้อเท็จจริง ผบ.ทบ. ไม่ได้มีการสั่งการเกี่ยวกับการดำเนินคดีต่อกำลังพลดังกล่าว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินการตามสายการบังคับบัญชาของหน่วยต้นสังกัด

การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ยังคงเป็นเรื่องที่ดีทั้งต่อกองทัพบกและสังคมไทย เหมือนกับกำลังพลอีกจำนวนหลายร้อยคน เช่น ผู้ที่ให้ข้อมูลมายัง ผบ.ทบ. ผ่านสายตรง ผบ.ทบ. หรือให้ข้อมูลมายังหน่วยงานที่มีหน้าที่ของ ทบ. เพื่อให้ ทบ. ดำเนินการแก้ไขให้ทุกเรื่องราวเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

พลตรี บุรินทร์ ทองประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบประเด็นการทุจริตภายในศูนย์ซ่อมสร้าง กรมสรรพาวุธทหารบก กล่าวว่า เรื่องทุจริตที่ สิบเอก ณรงค์ชัย ร้องเรียน ไม่มีการแจ้งมาที่สายตรง ผบ.ทบ.

แต่ พลเอก อภิรัชต์ สั่งตั้งกรรมการสอบเพิ่มเติมเอง เมื่อเห็นจากสื่อ

ซึ่งผลสอบพบว่าเป็นความจริง ตามที่สิบเอก ณรงค์ชัย ให้ข้อมูล คือ การเบิกเงินเบี้ยเลี้ยงเดินทาง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2560-2562 รวมกว่า 1 แสนบาท และการจัดอบรมยาเสพติด แล้วไม่ได้ดำเนินการจริง 2 ครั้ง มูลค่ากว่า 1 แสนบาท

โดยมีผู้เกี่ยวข้องระดับนายพล 3 นาย ซึ่ง ผบ.ทบ. ได้สั่งให้ส่งต่อ ป.ป.ช. พิจารณาต่อไป โดยโทษส่วนใหญ่เป็นคดีอาญา ส่วนวินัยทหารขอรอผลสอบจาก ป.ป.ช. ก่อน

ส่วนเรื่องคลิปที่มีการแฉออกมา ว่า สิบเอก ณรงค์ชัย ถูกตำหนิจากคู่กรณี นั้น สำนักพระธรรมนูญตรวจสอบแล้วพบว่า น่าจะเป็นการอบรม และขอขมาระหว่างกัน จากการทำผิดวินัยเมื่อเดือนกันยายน 2562 ไม่ใช่การขู่อาฆาต และไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตแต่อย่างใด

error: Content is protected !!