วันอาทิตย์, 25 กันยายน 2565

“ศปม.-ตำรวจ”

10 พ.ค. 2020
536

จัดชุดตรวจ ส่วนกลาง-ส่วนพื้นที่
ลงพื้นที่ ตรวจ หลังมาตรการผ่อนคลาย 7 วัน
พอใจ. ผู้กระทำผิด สูงขึ้นนิดหน่อย แต่พบออกนอกเคหะสถาน-พนันยังเพิ่ม เหตุประชาชนปรับการใช้ชีวิตไม่ได้ ยังออกไปเที่ยว
ยัน เป้าหมาย
ไม่ได้ต้องการลงโทษ หรือเอาคนเข้าคุก ชี้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่กำลังเดือดร้อน

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผช.ผบ.ตร. และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ครบ 7 วันหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผอ.ศบค. มีข้อกำหนดผ่อนคลายหลายมาตรการ

ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) โดยพล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้หารือร่วมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในการดำเนินการปรับแผนการปฏิบัติ หลังจากเดิมมีการตั้งด่านตรวจ หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการ เพิ่มสายตรวจร่วม ประกอบด้วย ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง กทม. และงานสาธารณสุข ลงพื้นที่ที่มีการผ่อนคลาย รวมทั้งการทำงานในช่วงเวลาเคอร์ฟิว

โดยจากการรวบรวมสถิติเปรียบเทียบ 7 วันก่อนหน้านี้ที่มีการผ่อนคลาย และหลัง 7 วัน ไม่ว่าจะเป็นการนอกเคหะสถานในช่วงเคอร์ฟิว หรือการรวมกลุ่ม มั่วสุ่ม ลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ

ทั้งสองส่วนปรากฎว่าหลังจากมีการผ่อนคลาย ภาพรวมกระทำผิดสูงขึ้นนิดหน่อยไม่มาก จากเดิม 7 วันก่อนหน้านี้ประมาณ 4,407 คดี แต่หลังวันที่ 3 พ.ค. จนถึงวันที่10 พ.ค. จำนวน5,363 คดี เพิ่มขึ้นประมาณ 900 กว่าคดี หรือร้อยละ 21

นอกจากนี้ หากแยกในรายละเอียดความผิดออกนอกเคหะสถาน เพิ่มขึ้น 827 คดี ส่วนใหญ่ยังมีประชาชนบางส่วนไม่สามาถปรับการใช้ชีวิตประจำวัน ยังคงออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุอันควร เช่น การไปเที่ยวบ้านเพื่อน ร้อนออกมาทำธุระ ซึ่งมันไม่ใช่

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ส่วนการเล่นการพนันจากเดิม 664 คดี เป็น 704 คดี เพิ่ม 40 คดี แต่ที่น่าสนใจคือ หลังวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา ความปิดเรื่องการมั่วสุม โดยการดื่มสุราสูงขึ้น เช่น 300 เป็น 600 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองเราไม่อยากจับกุมดำเนินคดี เราอยากตักเตือนแต่เหลือทนจริงๆ

ประเภทเตือนแล้วครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ไปยังเจออีก หรือมั่วสุ่ม ดื่มสุรา ส่งเสียงรบกวนประชาชนโทรศัพท์แจ้งเราพบบ่อยมาก

นอกจากนี้ ที่ยังจับกุมได้อยู่ตลอด คือ การเล่นการพนัน จำนวนรายลดลงก็จริง จากเดิมเล่น 2-3 คน แต่ระยะหลังพบว่ามีผู้เล่นสูงขึ้น 10-20 คน และมีการมั่วสุ่มในเรื่องสุรา ประกอบกัน

ซึ่ง พลเอกพรพิพัฒน์ และผบ.ตร ย้ำเสมอว่าตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่เราตักเตือนมาพอสมควร ในความผิดประเภทซ้ำซ้อน จากนี้ต้องดำเนินการเข้มงวด

นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ได้มีการปรับยุทธวิธีการปฏิบัติ เพื่อดำรงความต่อเนื่องในการบังคับใช้มาตรการ ข้อกำหนดต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยมอบหมายให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยหลักในการวางแผนและประสานการปฏิบัติในการจัดชุดสายตรวจร่วมระหว่าง ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และสาธารณสุข เข้าตรวจสอบกิจการและกิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลาย ทั้งจากส่วนกลาง และส่วนพื้นที่ รวม ๒ ประเภท ได้แก่

๑. ชุดตรวจตามมาตรการผ่อนคลายส่วนกลาง มี ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นหัวหน้าชุดตรวจ ประกอบกำลังจาก หน่วยขึ้นตรงต่างๆ มีชุดแพทย์เคลื่อนที่ และผู้แทนส่วนราชการอื่นในพื้นที่เข้าร่วม

โดยจะเข้าดำเนินการตรวจสอบในพื้นที่มีความสำคัญหรือเพ่งเล็งเป็นพิเศษ และเสริมด้วยการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ การเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันโรคให้ผู้ประกอบการและประชาชน รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

๒. ชุดตรวจร่วมตามมาตรการผ่อนคลายประจำพื้นที่ จะมีการจัดชุดตรวจร่วมลงไปจนถึงในระดับเขตหรืออำเภอ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นหัวหน้าชุดตรวจ และมีทหาร ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และหน่วยราชการอื่น เข้าร่วม

โดยชุดตรวจทั้ง ๒ ประเภทดังกล่าว จะเน้นเข้าจัดระเบียบการประกอบกิจการและกิจกรรม โดยให้ความสำคัญกับการประสานงานและการบูรณาการแผนการปฏิบัติ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพส่งผลให้สามารถพิจารณาผ่อนคลายมาตรการในระยะต่อไปได้อย่างเหมาะสม

ซึ่งที่ผ่านมามีผลการตรวจกิจการ ทั้งร้านอาหารเครื่องดื่ม ซุปเปอร์มาเก็ต ร้านค้าปลีก ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย สนามกีฬา และร้านดูแลสัตว์เลี้ยง รวมแล้วกว่า ๙๐,๙๑๓ ครั้ง พบว่ามีการไม่ปฏิบัติตามมาตรการเป็นส่วนน้อยคือ จำนวน ๓,๐๓๙ ราย หรือคิดเป็น ร้อยละ ๓.๓๔ ซึ่งในช่วงแรกอาจเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจ โดยจากการเข้าไปประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการพบว่า มีการให้ความร่วมมือที่ดี และปรับปรุงมาตรการทั้งในส่วนของมาตรการควบคุมหลัก และมาตรการเสริม จนพบว่า มีจำนวนที่ไม่ปฏิบัติตามมีแนวโน้มลดลง

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย กับผู้ที่ฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบและซ้ำเติมประชาชนที่กำลังเดือดร้อน โดยตั้งแต่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ​ เช่น การจำหน่ายสินค้าในราคาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การไม่แสดงราคา หรือการนำเข้ามาในราชอาณาจักร และ พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง เป็นต้น จำนวนกว่า ๔๙๐​ ราย

ตรวจยึดของกลาง หน้ากากอนามัย จำนวน ๔,๓๗๒,๐๐๖ ชิ้น แอลกอฮอล์ ๔๐๙,๔๕๓ ลิตร เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ จำนวน ๕,๐๙๙ เครื่อง ชุดตรวจหาเชื้อไวรัส ๖๑,๕๒๓ ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า ๒๓๘,๑๗๔,๓๑๕ บาท

พลตำรวจโท ปิยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เป้าหมายของเราไม่ได้ต้องการลงโทษหรือเอาคนเข้าคุก เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมประชาชนที่กำลังเดือดร้อนด้วย

การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เพียงมุ่งหวังให้สถานการณ์ของประเทศสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ และนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้”
ขอฝากพี่น้องประชาชน

ได้โปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อกฎหมาย และมาตรการที่ทางภาครัฐได้กำหนดไว้ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะยังคงคุมเข้ม และเข้มงวดมาตรการต่างๆ ทั้งในด้านสาธารณสุข การเดินทาง และอาชญากรรม เพื่อไม่ให้สถานการณ์กลับมารุนแรงขึ้นใหม่”

ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน ต้องการแจ้งเหตุหรือเบาะแส เพื่อให้ตำรวจดำเนินการ สามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์สายด่วน ๑๙๑ ๑๑๕๕ ๑๕๙๙ สายด่วนรัฐบาล ๑๑๑๑ หรือผ่านทางแอปพลิเคชั่น Police I lert u ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ปกครอง และสาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจสถานที่ประกอบการหลายแห่งที่มีการผ่อนคลาย พบว่าน่าสนใจในช่วง 3-4 วันนี้มีผู้ฝ่าฝืน จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ จากการไปลงพื้นที่ตรวจ 6,000 กว่า ปฏิบัติตามมาตรการประมาณ 6,001 ไม่ปฏิบัติตามประมาณ1-2 เปอร์เซ็นต์

แต่เมื่อคืนวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขน่าชื่นใจตัวเลขเกือบจะศูนย์แล้ว พอเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ปกครอง เขต ท้องถิ่น และสาธารณสุขไปตรวจตรวจตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตามร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และตลาดตัวเลขลดลงไปเยอะพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ร้านอาหารหลายร้านเป็นตัวอย่างที่ดีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ถ้าต้องนั่ง 2 คนก็มีฉากกั้น

อย่างไรก็ตาม ทั่วประเทศให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทั้งจากผู้ประกอบการและผู้ที่ไปจับจ่ายใช้สอยในซูเปอร์มาร์เก็ต อยากให้คงแบบนี้ต่อเนื่องต่อไป

เมื่อถามว่ามีภาพข่าวตั้งบ่อนการพนันหรือถูกจับกุม พอผู้สื่อข่าวไปสอบถามว่าไปรวมกลุ่มกันไม่กลัวหรือ พบว่าไม่กลัว เพราะมีเจลล้างมือ และใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ตรงนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าไปทำความเข้าใจหรือไม่ว่าการเข้าไปจับกุมไม่ใช่เฉพาะเรื่องการทำความผิดอย่างเดียวเท่านั้น พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ต้องแยกให้ออกเรามีกฎหมายพิเศษพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ละจังหวัดมีพ.ร.บ.โรคติดต่อ ซึ่งจะออกข้อกำหนดตามพ.ร.บ .โรคติดต่อ แต่ละจังหวัด ซึ่งหลักใหญ่ 3 หลัก ที่ยังมีอยู่คือเรื่องหน้ากาก การล้างมือ

แต่ที่บกพร่องบ่อยครั้ง คือ การรักษาระยะห่าง การรวมกลุ่มแบบนั้นเสี่ยงแพร่เชื้อโรค

โดยปกติเจ้าหน้าที่สายตรวจชุดเคลื่อนที่เร็วดูครอบคลุมหลายส่วน ทั้ง สถานประกอบการหลายแห่งทำดี เราต้องชม บางส่วนยังต้องปรับปรุง เราดำเนินการ รวมถึงการกวดขัน จับกุม มั่วสุ่ม ซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่โรคอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นการพนัน ตั้งวงดื่มสุรา นั่งใกล้กันใส่หน้ากากก็จริง แต่ไม่ตลอดเวลา เพราะมีการพูดคุย เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ เราควบคุมตัวเลขได้อย่างดี แต่ยังมีบางส่วนบกพร่องอยู่

error: Content is protected !!