วันเสาร์, 29 มกราคม 2565

ต่อสู้กับเชื้อไวรัส ไม่ใช่ จลาจล

 

“บิ๊กแดง” สั่งทหาร ออก ดูแล ช่วงเคอร์ฟิว. ให้ข้อคิดทหาร “ประเทศไทยกำลังต่อสู้กับเชื้อไวรัส” ถือเป็นการบริหารสถานการณ์ ที่มีความแตกต่างจากยุคเดิม ช่วง จลาจล วิกฤติการเมือง ยัน กองทัพบกจะใช้หน่วยทหาร คลี่คลาย สถานการณ์อย่างดีที่สุด ยัน พร้อมร่วมดูแลประชาชน และควบคุมพื้นที่ช่วง

ชี้ที่ผ่านมาประเมินและปฏิบัติในหลายมาตรการล่วงหน้าเพื่อรับมือ COVID-19

พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเร้นซ์ กับผู้บังคับหน่วยทั่วประเทศ
ที่ กองบัญชาการกองทัพบก

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก ทบ. กล่าวว่า สาระสำคัญยังอยู่ที่สถานการณ์ไวรัส COVID-19 โดยเฉพาะการประกาศห้ามออกนอกเคหะสถานช่วง 22.00 – 04.00 น. ตั้งแต่ 3 เม.ย.63

พลเอก อภิรัชต์ สั่งการให้ผู้บังคับหน่วยทุกระดับร่วมกันปฏิบัติตามที่รัฐบาลประกาศอย่างเคร่งครัด รวมทั้งได้กำหนดแนวทางการใช้กำลังเพื่อรองรับการประกาศใช้เคอร์ฟิวดังกล่าว

ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.)

และ แผนแม่บทกองทัพบก ที่ได้มีการจัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

โดยการสนับสนุนกำลังจะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ตามกลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดฝ่ายทหาร เป็นผู้ประสานการปฏิบัติร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พร้อมย้ำว่าในขณะนี้ประเทศไทยกำลังต่อสู้กับเชื้อไวรัส ถือเป็นการบริหารสถานการณ์ที่มีความแตกต่างจากเดิม กองทัพบกจะใช้หน่วยทหารทุกหน่วยทุกสายงานเข้าไปสนับสนุนการคลี่คลายสถานการณ์อย่างดีที่สุด

สำหรับภาพรวมในเรื่องแนวทางการใช้กำลังเจ้าหน้าที่จะมีจุดมุ่งหมายหลัก เพื่อการควบคุมพื้นที่ ดูแลประชาชน และควบคุมการแพร่ระบาด

โดยจะใช้กลไกของ กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นส่วนรับผิดชอบหลัก ทั้งในระดับตำบล อำเภอและจังหวัด

สำหรับเจ้าหน้าที่ทหารจะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานในลักษณะการสนธิกำลังร่วมระหว่าง ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร ในการจัดตั้งด่านตรวจร่วม สายตรวจป้องปรามและการบังคับใช้กฎหมาย

การประชุมในวันนี้ พลเอก อภิรัชต์ ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งกองทัพบกได้มีการประเมินสถานการณ์และเตรียมแนวทางป้องกันไว้ล่วงหน้าก่อนที่การแพร่ระบาดจะขยายตัว

พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า หากย้อนไปดูการปฏิบัติของกองทัพบกตามลำดับเวลาที่ผ่านมา จะพบว่า กองทัพบกได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ดำเนินมาตรการที่เกี่ยวเนื่องกับการควบคุม

การป้องกันไว้ในหลายรูปแบบ เข่น ได้ส่งกำลังพลจำนวน 2,000 นาย ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสำรองไว้แล้ว 800,000 มิลลิลิตร

การออกปฏิบัติการล้างสิ่งปนเปื้อนและพ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่สาธารณะใน กทม. เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค,

การประกาศห้ามกำลังพลกลับเข้าที่พักในค่ายทหารหลังเวลา 21.00 น.,
การจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ COVID-19 กองทัพบก,

การออกมาตรการเป็นการเฉพาะสำหรับหน่วยทหารในการป้องกันเสริมสร้างสุขอนามัยทั้งในระดับหน่วย กำลังพลและครอบครัว, การบริหารจัดการบุคคลากรทางการแพทย์ เวชภัณฑ์และสถานที่เตรียมรองรับผู้ป่วยติดเชื้อ เป็นต้น

ซึ่งจากสั่งการ ของ พลเอก อภิรัชต์ใน นโยบายเฉพาะด้านของกองทัพบกที่ดำเนินการมาแล้ว เกิดจากความห่วงใย และประเมินสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า มุ่งหวังเพื่อพิทักษ์กำลังพลให้มีความแข็งแรง

พร้อมที่จะออกไปปฏิบัติภารกิจดูแลประชาชน และสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ COVID-19 ในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พลเอก อภิรัชต์ ได้ย้ำให้ผู้บังคับหน่วยดำเนินตามแนวทางที่กองทัพบกกำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง และเคร่งครัดควบคู่ ไปกับการสร้างวินัย รวมถึงการดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจระยะยาวที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย

error: Content is protected !!