วันอาทิตย์, 25 กรกฎาคม 2564

โลกยุค 5.0 ประกาศสงคราม ส่ง message สงคราม กัน ผ่าน โซเชี่ยลฯ

05 ม.ค. 2020
249

 

ประธานาธิบดี Donald Trump ใช้ twitter ในการแสดงท่าที กับอิหร่าน มาตั้งแต่ สังหาร นายพล Qasem Soleimani ผู้นำทหารอิหร่าน เรื่อยมา ตั้งแต่ ชักธงอเมริกา ขึ้นหน้าtwitter

จน เมื่ออิหร่าน ชักธงแดง ขึ้นเหนือทุกสุเหร่า มัสยิด ประกาศล้างแค้น Trump ก็ประกาศทาง twitter ข่มขู่กลับ ด้วย วาทะเชือดเฉือน ว่า ถ้าอืหร่าน โจมตีสหรัฐฯ ไม่ว่าbase หรือชาวอเมริกัน อิหร่านจะโดนเอาคืนหนักกว่าที่เคยโดน โดยสหรัฐ ที่มีอาวุธที่ดีที่สุดในโลก จะใช้อาวุธที่ทันสมัยใหม่สุด Brand New beautiful equipment กับอิหร่าน โดยไม่ลังเล

They attacked us, & we hit back. If they attack again, which I would strongly advise them not to do, we will hit them harder than they have ever been hit before!

The United States just spent Two Trillion Dollars on Military Equipment. We are the biggest and by far the BEST in the World! If Iran attacks an American Base, or any American, we will be sending some of that brand new beautiful equipment their way…and without hesitation!

_____

ที่มาที่ไป …ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน

ตอนที่ 1
จากเพื่อนรักกลายเป็นศัตรู
:
1- สหรัฐฯ กับอิหร่านเคยเป็นเพื่อนซี้กันมาก่อน ตอนนั้นสหรัฐฯ เข้าไปสัมปทานบ่อน้ำมันในอิหร่านจำนวนมาก และก็สหรัฐฯ นี่แหละที่เป็นผู้ริเริ่ม “โครงการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติ” ให้อิหร่าน

2- จุดที่ทำให้เพื่อนซี้แตกหักกันเกิดขึ้นในปี 1979 ซึ่งมี “การปฏิวัติอิหร่าน” เกิดขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบกษัตริย์เป็นระบอบสาธารณรัฐอิสลาม ทำให้ “พระเจ้าชาห์” กษัตริย์อิหร่านซึ่งสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่ต้องลี้ภัยไปอยู่สหรัฐฯ

3- หลังการปฏิวัติ รัฐบาลอิหร่านก็เอาสัมปทานน้ำมันและกิจการต่าง ๆ ที่สหรัฐฯ เคยกุมบังเหียนอยู่มาดูแลเอง ซึ่งแน่นอนว่าสหรัฐฯ ไม่พอใจเพราะเสียผลประโยชน์มหาศาล

4- วันที่ 4 พ.ย. 1979 นักศึกษาปฏิวัติมุสลิมชาวอิหร่านโกรธแค้นที่สหรัฐฯ ให้พระเจ้าชาห์ลี้ภัย พากันไปบุกสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน แล้วจับเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ 52 คนไว้เป็นตัวประกัน โดยกักตัวไว้นานถึง 444 วัน เพื่อกดดันสหรัฐฯ ให้ส่งตัวพระเจ้าชาห์กลับมารับโทษที่อิหร่าน

5- ตลอดเวลา 1 ปีกว่าที่เจ้าหน้าที่ถูกจับเป็นตัวประกัน สหรัฐฯ พยายามช่วยเหลือตลอดแต่ไม่สำเร็จ แถมยังสูญเสียกำลังคนด้วย อิหร่านทำให้มหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ อับอายไปทั่วโลก ด้วยการนำตัวประกันมาปิดตา แล้วเดินประจาน (มีภาพในคอมเมนท์)

6- แม้เมื่อพระเจ้าชาห์เสียชีวิตลงในปี 1980 อิหร่านก็ยังไม่ปล่อยตัวประกัน เหตุการณ์นั้นคลี่คลายลงได้ เพราะเอกอัครราชทูตเยอรมันตะวันตกประจำกรุงเตหะราน มาช่วยเจรจาลับให้ อิหร่านจึงยอมปล่อยตัวประกันเมื่อ 20 ม.ค. 1981

7- เหตุการณ์นี้เป็นจุดสะบั้นความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างแท้จริง นับแต่นั้นมาทั้งสองประเทศก็ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกันอีกเลย แถมฮึ่มฮั่มใส่กันตลอด เปลี่ยนสถานะจากเพื่อนซี้มาเป็นคู่แค้นตลอดกาล

8- ต่อมาสหรัฐฯ อ้างว่าได้ข้อมูลมาว่าอิหร่านลักลอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จึงขอให้สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าไปตรวจสอบ ก็พบว่าอิหร่านเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญที่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ ทำให้อิหร่านโดนสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติคว่ำบาตร

9- เรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน 13 ปีเต็ม กระทั่งในยุคที่ “บารัค โอบามา” เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ การเจรจาก็บรรลุผล นำไปสู่การลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านได้สำเร็จ

10- สำหรับข้อตกลงดังกล่าวมีรายละเอียดสำคัญว่า ไม่ให้อิหร่านใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นเวลา 15 ปี แล้วจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรให้ อิหร่านซึ่งทำมาหากินลำบากหลังถูกคว่ำบาตรก็ยอมลงนาม

11- แต่ต่อมาเมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์อ้างว่า ได้ข้อมูลมาว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลง แอบไปพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีก สหรัฐฯ จึงขอถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์

12- จากนั้นทรัมป์ก็ประกาศคว่ำบาตรอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พูดง่าย ๆ คือห้ามใครคบอิหร่าน บริษัทเอกชนทุกสัญชาติที่ไปร่วมสังฆกรรมกับอิหร่านก็จะโดนคว่ำบาตรไปด้วย

13- อิหร่านตอบโต้กลับด้วยการขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก ประเทศค้าน้ำมันต่าง ๆ ใช้เส้นทางนี้ลำเลียงน้ำมันไปขายให้ประเทศอื่น ๆ ถ้าอิหร่านปิดช่องแคบนี้จริง ทั้งโลกจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแน่นอน

14- ระหว่างนี้สหรัฐฯ กับอิหร่านก็พ่นไฟใส่กันเป็นระยะ เช่น อิหร่านระเบิดเรือน้ำมันซาอุฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ, อิหร่านยิงโดรนสอดแนมของสหรัฐฯ, สหรัฐฯ โจมตีค่ายกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนอิหร่าน ฯลฯ

15- เมษายน 2562 ทรัมป์สั่งขึ้นบัญชีกองทัพของอิหร่านเป็น “องค์กรก่อการร้ายต่างแดน” อิหร่านก็ไม่ยอม ขึ้นบัญชีกองทัพของสหรัฐฯ เป็นกลุ่มก่อการร้ายด้วย เอาซี้!

—————
ตอนที่ 2
“นายพลโซไลมานี” คือใคร?
:
16- “พลตรีกัสเซ็ม โซไลมานี” (Qassem Soleimani) อายุ 62 ปี เป็นบุคคลสำคัญสุด ๆ ของอิหร่าน เขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ (Quds Forces) ซึ่งเป็นกองกำลังลับที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอิหร่านและในตะวันออกกลาง

17- โซไลมานีได้ชื่อว่าเป็นมือขวาของ “อะลี คอเมเนอี” (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และโซไลมานีเองก็ถือเป็น “เบอร์ 2” ของอิหร่าน อำนาจในการตัดสินใจหลายอย่างขึ้นอยู่กับเขา จนถูกเรียกว่า “มันสมองของอิหร่าน” และเขายังเป็นขวัญใจชาวอิหร่านด้วย

18- อิทธิพลของโซไลมานีไม่ได้แผ่ขยายแค่ในอิหร่าน แต่หยั่งรากลึกในตะวันออกกลางด้วย นายพลคนนี้เป็นผู้ปฏิบัติการลับและอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างในตะวันออกกลาง เช่น แทรกแซงสงครามการเมืองซีเรีย เจรจาจัดตั้งรัฐบาลอิรัก ฯลฯ

19- แต่ในสายตาของหลาย ๆ ประเทศ นายพลโซไลมานีเป็นเสมือน ‘ตัวเชื่อม’ ของอิหร่านกับกลุ่มก่อการร้ายทั้งหลายในตะวันออกกลาง เป็นผู้สนับสนุนเงินทุน ฝึกฝนและติดอาวุธให้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เชื่อว่าโซไลมานีอยู่เบื้องหลังการโจมตีและสังหารทหารสหรัฐฯ หลายครั้ง

20- วันที่ 31 ธ.ค. 62 ชาวอิรักซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการฝึกจากอิหร่าน บุกโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด มีการขว้างปาก้อนหินและเผารั้ว แล้วยังเขียนบนผนังว่า “Soliemani is our leader” (โซไลมานีคือผู้นำของเรา)

—————
ตอนที่ 3
วันสังหารนายพลโซไลมานี
:
21- เช้าวันที่ 3 ม.ค. 63 ที่ประเทศอิรัก ขณะนายพลโซไลมานีกำลังนั่งรถหุ้มเกราะไปสนามบินแบกแดด โดรนโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ก็ยิงถล่มขบวนรถของเขาด้วยจรวดหลายลูก ส่งผลให้นายพลโซไลมานีเสียชีวิตทันที และมีคนอื่นเสียชีวิตด้วยอีก 7 คน

22- กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่า ปฏิบัติการนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติงานอยู่ในต่างประเทศ เนื่องจากโซไลมานีวางแผนโจมตีนักการทูตสหรัฐฯ ในอิรัก

—————
ตอนที่ 4
สถานการณ์หลังการเสียชีวิตของโซไลมานี
:
23- อิหร่านประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ 3 วัน ในขณะที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศว่าจะแก้แค้นอย่างสาสม

24- อิหร่านแต่งตั้ง “พลตรีเอสเมล กานี” (Esmail Ghaani) ขึ้นมารับตำแหน่งแทน และนายพลคนใหม่ประกาศว่า อีกไม่นานจะได้เห็นศพของอเมริกันในตะวันออกกลาง

25- ชาวอิหร่านผู้โกรธแค้นนับหมื่นคน พากันออกมาชุมนุมในกรุงเตหะรานและเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อประท้วงสหรัฐฯ

26- สหรัฐฯ เกรงว่าทหารสหรัฐฯ 5,000 นายในอิรักอาจตกเป็นเป้าโจมตี จึงส่งกำลังเสริมไปอีก 3,000 นาย พร้อมเตือนชาวอเมริกันให้รีบออกจากอิรัก

27- หลาย ๆ ฝ่าย อาทิ ยูเอ็น สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ อียิปต์ จอร์แดน บาห์เรน ตุรกี ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำของประเทศคู่กรณีใช้ความอดกลั้น และถอยห่างจากความรุนแรง

28- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้แฮชแท็ก #WWIII (หมายถึงสงครามโลกครั้งที่ 3) ติดเทรนด์ทวิตเตอร์โลกทันที

ขอบคุณ…. ผู้เขียนสรุป

error: Content is protected !!