วันอาทิตย์, 26 กันยายน 2564

จาก สนามบินทหารเรือ สู่ สนามบิน นานาชาติ

 

“บิ๊กตู่” เคียงคู่ด้วย”แม่ทัพเรือ” เปิด Terminal2 สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา
ยก เป็น”ศูนย์กลางการบินของอาเซียน-เมืองการบินภาคตะวันออก Eastern Airport City รองรับ EEC

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมเปิดอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 Terminal 2 ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา
ระยอง พัทยา ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา
ระยอง พัทยา จังหวัดระยอง

โดยมี พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือในฐานะ ประธานกรรมการบริหารกองทุนการท่าอากาศยานอู่ตะเภา และ พลเรือโท กฤชพล เรียงเล็กจำนงค์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา ต้อนรับ

พลเรือเอก ลือชัย ได้กล่าวรายงานต่อ นายกรัฐมนตรี ว่า “ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา ได้เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2532 รวมระยะเวลา 30 ปี

ปัจจุบันมีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี และมีจำนวนเที่ยวบินประมาณ 15,000 เที่ยวบินต่อปี จึงทำให้อาคารพักผู้โดยสารหลังเดิมที่มีขีดความสามารถ ในการรองรับผู้โดยสารเพียง 7 แสนคนต่อปี เกิดความแออัด ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ
ทั้งแก่ผู้โดยสารและสายการบินพาณิชย์

การท่าอากาศยานอู่ตะเภา จึงได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับจำนวนผู้โดยสารและสายการบินพาณิชย์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของธุรกิจการบินของประเทศ

ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงการเดินทางสู่พื้นที่ภาคตะวันออก และสนับสนุนการยกระดับพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาคตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือโครงการ Eastern Economic Corridor : EEC
ของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ โดยอาคารพักผู้โดยสาร หลังที่ 2 แห่งนี้ มีพื้นที่ใช้สอย 30,000 ตารางเมตร สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้ 3 ถึง 5 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะสามารถให้บริการได้เต็มศักยภาพ จนถึงปี 2570 ที่ประมาณการจำนวนผู้โดยสารไว้ว่าจะมีมากกว่า 5 ล้านคนต่อปี

พลเรือเอก ลือชัย กล่าวว่า “การท่าอากาศยานอู่ตะเภา ได้ทำการทดสอบใช้งานระบบการให้บริการด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และได้ทดลองเปิดใช้งานอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 อย่างเต็มรูปแบบมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา

ผลการดำเนินการปรากฏว่าอยู่ในเกณฑ์ดี นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือ การสนับสนุน และการให้คำแนะนำต่าง ๆ จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ที่ช่วยสนับสนุน
และให้คำแนะนำในการดำเนินการต่าง ๆ ส่งผลให้การเปิดใช้งานอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยอย่างดียิ่ง”

นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดTerminal2 พร้อมทั้งกล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเล็งเห็นว่าการพัฒนาด้านการคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางรางและทางอากาศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศให้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ท่าอากาศยานอู่ตะเภาได้รับการพัฒนาเป็นสนามบินพาณิชย์มายาวนานกว่า 30 ปี และได้มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลได้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโต จึงทำให้เกิดนโยบายพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ การก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังที่ 2 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการผู้โดยสาร

ขณะเดียวกันยังได้เตรียมความพร้อมในด้านอื่น ๆ ให้ครอบคลุมและสามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการบินของประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยระยะต่อไป รัฐบาลได้มีแผนในการยกระดับท่าอากาศยานแห่งนี้ ให้เป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียน ภายใต้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Airport City) ควบคู่ไปกับการพัฒนาการขนส่งทางราง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งทั้ง 3 สนามบินหลักของประเทศไทยผ่านทางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยมีเป้าหมายให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 60 ล้านคนต่อปี ”

ภายหลังเสร็จพิธีเปิด ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เรียนเชิญ นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมชมพื้นที่
ภายในอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ประกอบด้วย ห้องผู้โดยสารขาเข้าในประเทศ โถงผู้โดยสาร
ขาออกระหว่างประเทศ ร้านค้าภายในท่าอากาศยาน และโถงผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ
ก่อนเดินทางกลับ
ทั้งนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง – พัทยา มีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนา
สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับทุกความต้องการของผู้โดยสาร เชื่อมโยงและสนับสนุน
การเดินทาง การขนส่งทางอากาศ เพื่อให้พร้อมเป็นสนามบินพาณิชย์แห่งที่ 3 ของประเทศไทย
ซึ่งภายในอาคารผู้โดยสารแห่งนี้ สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 1,200 คนต่อชั่วโมง ที่เดินทางทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ โดยมีความพร้อมในการให้บริการทุกด้าน ทั้งร้านค้า
ปลอดอากร ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้า รวมถึงการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อาทิ ลานจอดรถ หลังคาคลุมทางเดิน และอาคารคลังสินค้าหลังใหม่ อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
และเชื่อมโยงการขนส่งผู้โดยสารกับสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิและเป็น
Aviation Hub หลัก ในภูมิภาคนี้

error: Content is protected !!