วันอาทิตย์, 26 กันยายน 2564

5 ข้อมูล เรื่องงบฯ “กอ.รมน.-กองทัพ”ก่อน “ธนาธร”ทุบหม้อข้าวทหาร เสนอตัดงบฯ 40%…..ขณะกองทัพ แจง ทุกข้อ

30 พ.ย. 2019
159

 

 

เพจ ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ ระบุเนื้อหาการชักถามของ นายธนาธร ต่อกองทัพ ในกมธ.งบประมาณ โดยพบมีประเด็น สำคัญ เช่น

1.กอ.รมน. เตรียมส่งมอบการดูแลชายแดนใต้ ให้ส่วนราชการปกติ ในปี2565

(คาดว่า เป็นแค่การประเมิน เพราะยากยิ่งที่ สถานการณ์ความรุนแรงชายแดนใต้ ที่เกิดปะทุ มา 15 ปี จะจบสิ้นลงในอีก3 ปีข้างหน้า)

2. รัฐบาลใช้งบประมาณ ในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ ถึงวันละ 56 ล้านบาท

3. กระทรวงกลาโหม มีงบประมาณผูกพันข้ามปี กว่า 6.9 หมื่นล้านบาท แถมงบฯส่วนนี้ เพิ่มขึ้นทุกปี หลังรัฐประหารปี 2557 และเป็นการตัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์

4. พบใช้งบประมาณในการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยและหอประชุม จำนวนมาก และถูกใช้เพื่อสร้างความโอ่อ่าหรูหรา ให้บุคคลระดับสูงในกองทัพ

5.การเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ เบิกได้เพียง 42% ต่ำกว่ามาตรฐานของหน่วยงานราชการอื่นๆ อย่างมาก

ดังนั้น นาย ธนาธร จึงเสนอตัดงบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์ 22,441 ล้านบาท และงบลงทุน 15,434 ล้านบาท ลดลง 40%

ด้วยเหตุผล ที่ว่า 1. สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่ดีนัก 2. ประเมินแล้ว จะไม่เกิดภัยสงคราม ขึ้นใน 20ปีข้างหน้า

———
เฟสบุ้ค พรรคอนาคตใหม่ และ ของ
นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณปี 2563 ตั้งคำถามถึงการของบประมาณของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะมีการคืนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้บริหารโดยหน่วยงานราชการปกติภายในปี 2565

ได้มีการเตรียมความพร้อมถ่ายโอนภารกิจไปยังหน่วยงานราชการเหล่านี้หรือไม่ เนื่องจากหากมีการเตรียมพร้อม จะต้องสะท้อนออกมาในงบประมาณ ที่ต้องมีการใช้งบในหน่วยงานทหาร โดยเฉพาะ กอ.รมน. น้อยลง

ธนาธร ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าแนวทางแก้ปัญหาชายแดนใต้ที่ใช้ความมั่นคงเป็นหลัก ได้สะท้อนแล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้งบประมาณแก้ปัญหาชายแดนใต้ถึงวันละ 56 ล้านบาท ก็ยังไม่สามารถยุติความขัดแย้งในพื้นที่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้แนวทางสันติภาพ ยึดประชาชนเป็นหลัก จึงจะนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง

หลังจากนั้น ธนาธร ได้กล่าวถึงรายละเอียดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยเน้นที่งบผูกพันข้ามปี ซึ่ง

กระทรวงกลาโหมมีงบประมาณผูกพันข้ามปีกว่า 6.9 หมื่นล้านบาท มากเป็นอันดับที่ 2 ของทุกกระทรวง คิดเป็น 27% ของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงกลาโหม

และคิดเป็น 22% ของงบผูกพันทุกกระทรวง ซึ่งทำให้กระทรวงอื่นเสียโอกาสในการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

โดยหลังรัฐประหารปี 2557 จะพบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของงบส่วนนี้ โดยเกือบ 100% ของงบผูกพันดังกล่าว เป็นงบพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ

ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์

ธนาธร ยังตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยและหอประชุมซึ่งมีจำนวนมาก และถูกใช้เพื่อสร้างความโอ่อ่าหรูหราให้บุคคลระดับสูงในกองทัพมากกว่าเป็นสวัสดิการของทหารจริงๆ

ชี้ให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายของกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะกองทัพบก

ในขณะที่รายจ่ายลงทุนในแต่ละปีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังรัฐประหาร จาก 3.78 พันล้านบาทในปี 2558 เป็น 5.9 หมื่นล้านบาทในปี 2562

แต่การเบิกจ่ายกลับไม่มีประสิทธิภาพ เบิกได้เพียง 42% ต่ำกว่ามาตรฐานของหน่วยงานราชการอื่นๆ อย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ธนาธร จึงเสนอตัดงบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์ 22,441 ล้านบาท และงบลงทุน 15,434 ล้านบาท ลดลง 40% เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่ดีนัก ไม่อยู่ในสภาพที่ควรเพิ่มหนี้สินให้ประเทศ

นอกจากนี้ ไทย ยังไม่มีภัยสงครามที่คาดว่าจะเกิดในอนาคตอันใกล้

และที่สำคัญที่สุด เมื่อมองย้อนหลังไป การใช้งบประมาณรายจ่ายลงทุนของกองทัพก็ไม่ถึง 60% อยู่แล้ว การตัดงบ 40% จึงไม่กระเทือนต่อความมั่นคง และยังลดภาระหนี้สินของประเทศอีกด้วย

คำชี้แจง จากกองทัพ

ตัวแทนกองทัพบก ได้ตอบข้อซักถาม
โดยยืนยันว่า อาจจะเป็นจริงที่ใน 20 ปีข้างหน้า ไม่มีโอกาสเกิดสงครามขนาดใหญ่ แต่อาจเกิดความขัดแย้งเป็นจุดๆ ซึ่งกองทัพจำเป็นต้องจัดเตรียมกำลังให้พร้อมอยู่เสมอ

นอกจากนี้ อาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ของกองทัพก็อยู่ในสภาพเก่า จำเป็นต้องมีการปรับปรุงซื้อใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ส่วนกรณีการเบิกจ่ายได้ต่ำ เป็นเพราะการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต้องจัดทำอย่างรอบคอบ และมีการเจรจายาวนาน กว่าจะเสร็จสิ้นจึงกินเวลาหลายปี การเบิกจ่ายจึงมีสัดส่วนต่ำ และมีงบผูกพันข้ามปีจำนวนมาก

ส่วนการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ผู้รับผิดชอบการบูรณาการหลักคือสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ส่วนผู้ปฏิบัติคือ กอ.รมน. ในส่วนการคืนพื้นที่ชายแดนใต้ให้หน่วยงานปกติบริหารภายในปี 2565 ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

เป้าหมายคือการลดงบประมาณลงให้ได้ 10% ต่อปี และความรุนแรงต้องลดลง 50% ในปี 2565

แต่เมื่อมีเหตุความรุนแรง ก็ยังจำเป็นต้องคงกองกำลังไว้ และปรับการใช้กฎหมายพิเศษในแต่ละพื้นที่ตามสถานการณ์

error: Content is protected !!