วันเสาร์, 18 กันยายน 2564

เคย มองเรื่อง การศึกษา แบบทหารๆมั้ย

 

มุมมอง ลูกทัพฟ้า….. การใช้งบฯด้านการศึกษา ควรแยกสัดส่วนอย่างไร แนะแยกสร้าง เด็กเยาวชน ตามความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ความชอบเฉพาะ ชี้ การนำเข้าสินค้า จนเคยชิน และเป็นการทำลายการสร้างภูมิปัญญาของคนไทย แนะ มองอนาคตยาวๆ ไม่ใช่ ปีต่อปี และปัจจัย8 ของมนุษย์

หลังเคยเขียนเรื่องงบฯทหาร ที่เปรียบเสมือน”เม็ดเลือดขาว”ของร่างกายคนเรา ที่มีน้อยเกินไป ก็ไม่ได้ แต่มากเกินไป ก็ไม่ดีแล้วนั้น

มาดูเรื่อ “งบประมาณ + การศึกษา”=
งบประมาณด้านการศึกษาของไทย

มีคำถามว่า
A “เหตุใดประเทศไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนา”
B. “เหตุใดคนไทยจึงยากจน”

สาเหตุหลักของปัญหา A,B คือ คนไทยไม่นิยมการสร้าง พัฒนาปัญญาไทยขึ้นมากับไม่นิยมใช้ปัญญาไทย(ภูมิปัญญาท้องถิ่น)

มิหนำซ้ำยังลงมือทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยน้ำมือของคนไทยเราเอง จนกระทั่งมันสูญหายจนสิ้น

ที่มาของสาเหตุหลักดังที่กล่าวข้างต้น คือ คนไทยนิยมสินค้านวัตกรรมสำเร็จรูปนำเข้าแบบเบ็ดเสร็จมาจากต่างประเทศ(ในราคาแพงจนเกิดเป็นค่านิยม “นิยมของนอก”)

ทั้งนี้ บรรดาสินค้านวัตกรรมทางด้านปัจจัยดำรงชีพ8ประการ(1อาหาร-2เครื่องนุ่งห่ม-3ที่อยู่อาศัย/เครื่องใช้ในบ้าน-4ยารักษาโรค/เครื่องมือแพทย์-5เครื่องมือสื่อสาร-6ยานพาหนะ3/4มิติ/ระบบโลจิสติกส์ชั้นเลิศ-7เครื่องมือประกอบอาชีพ-8เครื่องมืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัย/อาวุธยุทโธปกรณ์)/

9พลังงานรอบตัวนั้นล้วนถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งสิ้น (ยกเว้น : ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย สับปะรด …ที่เป็นสินค้าเกษตรกรรม(บนการทำเกษตรกรรมแปลงใหญ่)ที่มีราคาถูกยิ่งนั้นคนไทยเราปลูก/ส่งเสริมการปลูก+จัดสรรที่ดินจนกระทั่งมันมีล้นหลาม/มีบริโภค/มีอุปโภคมากเกินไปจนเหลือเฟือจะต้องฝืนส่งออกไปขายในต่างประเทศในราคาที่ถูกยิ่ง)

ปัญญาไทยถูกสร้างขึ้นมาในประเทศได้อย่างไร?

ก-สมองชั้นเลิศ-ทักษะชั้นเยี่ยมมีมากอยู่ในตัวคนไทยทุกระดับอายุที่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย เราคนไทยจะต้องหาวิธีการใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด (จากเดิมที่เราไม่เคยคิดกันในเรื่องนี้มากนักในห้วงหลายทศวรรษ(ศตวรรษ)ที่ผ่านมา)

ข-ปัญญาไทยต้องถูกสร้างขึ้นมาในประเทศไทยโดยคนไทยเราเอง โดยเราคนไทยต้องใช้สมองชั้นเลิศ-ทักษะชั้นเยี่ยมของคนไทยเราเองที่มีอยู่มากล้นในตัวของคนไทยที่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยดังที่กล่าวไว้ในข้อ ก

ค-เด็กไทยแท้จริงแล้วก็ คือต้นน้ำแห่งปัญญาไทย เมื่อเด็กฉลาดเติบใหญ่ก็กลายเป็นผู้ใหญ่ฉลาดซึ่งก็จะเป็นคนไทยที่ฉลาด คนไทยทั้งชาติจะกลายเป็นชนชาติฉลาด

ปัญญาไทยตามข้อ ก และ ข ถูกสร้างขึ้นได้ ณ เมื่อใด – ณ ที่ใด

-มันต้องถูกสร้างขึ้นมาในขณะทำการศึกษาเล่าเรียน – ในแหล่งสถาบันการศึกษษ: ในโรงเรียน ในสถาบันการศึกษาประเภทอาชีวะศึกษา/ประเภทอุดมศึกษา

-มันต้องถูกสร้างขึ้นมาในลักษณะของการพิสูจน์ทราบระดับมันสมอง-ทักษะของเด็กแต่ละคน นับตั้งแต่เด็กยาวชนเข้ารับการศึกษา

-มันต้องถูกสร้างเข้าไปในกระบวนการเพิ่มความฉลาดเฉลียวให้กับเด็กเยาวชนที่มีมันสมองเป็นเลิศ-ทักษะชั้นเยี่ยมให้กลายเป็น “กลุ่มคนฉลาดพิเศษ” ขึ้นมาในประเทศไทย

นั่นหมายถึงว่า เงิน/รายได้จากภาษีอาการและจากวิธีการอื่นๆนั้นโดยกระบวนการ “งบประมาณแผ่นดิน” นั้นจะต้องถูกใส่เข้าไปในโรงเรียน-ใส่เข้าไปในสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะใส่ไปในการพิสูจน์ทราบระดับมันสมอง-ทักษะกับใช้ในการเสริมสร้างความฉลาดเฉลียวกับการสร้างปัญญาพิเศษ(มันสมองพิเศษ-ทักษะพิเศษ)ให้กับเด็กเยาวชนไทย

งบประมาณด้านการศึกษา(งบประมาณ+ระบบการศึกษา)

งบประมาณแผ่นดินจะต้องถูกกำหนดเป็นตัวเลขและจัดสรรให้กับระบบการศึกษาไทย….ในการนี้ สมควรที่จะต้องกระทำกันอย่างไรดี?

1.งบประมาณจะต้อง “ไม่” ไปลงที่ “อาคารสถานที่-อาคารเรียน” มากนัก น่าจะไม่เกินร้อยละ 15 (อาคาร/สิ่งปลูกสร้างต้องเป็นมาตรฐานไทย-ออกแบบเหมาะสมกับประเทศที่มีภูมิอากาศร้อนชื้น –ออกแบบให้มันมีอายุการใช้งานอย่างน้อย100ปี(ค่าLCCสูงสุด)จึงลงทุนครั้งเดียว แต่เป็นการลงทุนระยะยาวอย่างเช่นอาคารสิ่งปลูกสร้างยุคโบราณ(มิใช่เป็นการลงทุนแบบผิวเผิน-ไม่กี่ปีก็ชำรุดพังเสียหาย เมื่อมันชำรุดพังเสียหายใช้การไม่ได้แล้วก็ทุบทิ้งสร้างใหม่/เงินจมอยู่กับการรื้อถอนอยู่เรื่อยไป

เงิน(งบประมาณ)จำนวนไม่น้อยสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยที่เงินมันมิได้ถูกนำไปใช้ในการสร้างปัญญาแทรที่มันสมควรยิ่งที่จะถูกนำไปใช้ในการสร้างปัญญา

การออกแบบให้บรรดาสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายต้องใช้วัสดุธรรมชาติที่เกิดมีขึ้นตามธรรมชาติในประเทศไทย(ให้มันเป็นไปตามจริตของประเทศไทยที่มันทนทางต่อสภาพร้อนชื้น)โดยที่คนไทยเป็นผู้คิดค้นสร้างมันขึ้นมาในประเทศเอง

-สิ่งเดียวในระบบสิ่งปลูกสร้างที่สมควรจะต้องได้รับการปรับแก้ไขเป็นระยะๆคือระบบปรับอุณหภูมิกับความชื้นในอาคารสิ่งปลูกสร้างให้เหมาะกับการเรียนการสอนซึ่งก็ได้มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น..เท่านั้น)

2.งบประมาณสามารถลงไปเป็นเงินเดือน/ค่าจ้างครู(กระบวนการของการเรียนการสอนของครูเพื่อทำการจำแนกคัดกรองระดับมันสมอง-ทักษะของเด็กเยาวชนแต่ละคน

ทั้งนี้ ปกตินั้นสมอง-ทักษะเด็กเยาวชนจะถูกสร้างมาโดยธรรมชาติ มิสามารถแต่งเติมเสริมความฉลาดกับความถนัดขึ้นมาได้ กระบวนการสำคัญของระบบการศึกษาไทยจึงต้องมุ่งการค้นหาพิสูจน์ทราบระดับความฉลาดกับความถนัดของเด็กเยาวชนให้พบเท่านั้น แล้วจึงสร้างกระบวนการเสริมเติมแต่งความฉลาดกับสร้างเสริมความถนัดให้เขาเหล่านั้นมีขีดความสามารถสูงสุด แล้วเขาเหล่านั้นเองก็จะเป็นผู้สร้างปัญญาไทยกับใช้ปัญญาไทยเพื่อประเทศไทยได้อย่างเกิดสัมฤทธิ์ผล.

ทั้งนี้ เงินงบประมาณส่วนนี้จะมิถูกนำไปใช้สร้างวิทยฐานะของครูเป็นเด็ดขาด ครูอาจารย์มีหน้าที่ขวนขวายสร้างขีดความสามารถของตนเองด้วยตนเองโดยอาศัยความรับผิดชอบของตนเองภายใต้กฎเกณฑ์ตัวชี้วัดที่รัฐได้กำหนด-ซึ่งต้องมีระบบการประเมินขีดความสามารถ/มีระบบการประเมินขีดสมรรถนะครูอาจารย์ที่เข้มข้น)

ในการนี้ งบประมาณประเภทเงินเดือนค่าจ้างครูไม่น่าจะเกินร้อยละ 40 ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมดในแต่ละปี

3.งบประมาณสามารถลงไปที่การอำนวยความสะดวกกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน : ตำรา-เครื่องใช้ประกอบการเรียนการสอน/คอมพิวเตอร์/Server+Client-Software/Application –การศึกษาดูงาน -อาหารการกิน -เครื่องกีฬา/สนามกีฬา -เครื่องแบบนักเรียนพิเศษ…รวมแล้วจะต้องไม่เกินร้อยละ15 (งบประมาณน่าจะเท่ากับงบประมาณสำหรับอาคารสถานที่/สิ่งปลูกสร้าง)

4.งบประมาณร้อยละ30สมควรจะต้องใส่ลงไปที่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบของการทดลองทดสอบพิสูจน์ทราบ(จำแนกคัดกรอง)ความฉลาดและความถนัดของเด็กเยาวชนแต่ละคนกับใส่มันลงไปที่การสร้างเด็กเยาวชนแต่ละคนให้รู้จักตัวของตัวเองเพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถใช้ขีดความสามารถสูงสุดในตนของตัวเองได้ด้วยความมั่นใจอันเป็นฐานรากสำคัญของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตต่อไป งบประมาณประเภทนี้จึงต้องลงไปจบสิ้นลงที่บรรดาห้องทดลอง(Lab-Shop)ทางวิทยาศาสตร์/ทางคณิตศาสตร์กับการฝึกปฏิบัติการในพื้นที่-นอกพื้นที่เสียเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ เงิน/งบประมาณจะต้องถึงตัวของเด็กเยาวชนแต่ละคนบนความฉลาดกับความถนัดของเขาเหล่านั้นอย่างชัดเจน มิใช่เป็นไปในลักษณะของการหว่านเม็ดเงิน/จัดสรรแจกจ่ายงบประมาณด้านการศึกษาไปอย่างไร้จุดหมาย(ในลักษณะงบประมาณล่ำซำที่สุดท้ายก็ตกไปอยู่ในกำมือของผู้ถืองบประมาณทั้งสิ้น)

อนึ่ง เด็กเยาวชน(ชาย-หญิง)ของประเทศไทยในแต่ละปีนั้นมีจำนวนเฉลี่ยเพียง600,000-700,000คน/ปีเท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้น

ในการนี้ รวมจำนวนเด็กเยาวชนไทยที่รัฐไทยต้องดูแลภายใต้ระบบการศึกษาที่ดีเพียงไม่เกิน 20ปี รวมเด็กเยาวชนไทยทั้งชาติที่รัฐไทยต้องดูแลประมาณ 12,000,000-14,000,000คนเท่านั้น ถือว่ามิใช่เป็นการยากเย็นแต่ประการใด
เด็กเยาวชนไทย12,000,000-14,000,000คนของทั้งประเทศโดยเฉพาะเด็กเยาวชนฉลาดเป็นเลิศซึ่งมีอัตราค่าเฉลี่ยร้อยละ10หรือในจำนวน1,200,000-1,400,000คนนั้นเชื่อว่าคนเหล่านี้จะสามารถสร้างปัญญาไทยและใช้ปัญญาไทยเพื่อประเทศไทยได้มากมหาศาล

ในการนี้ เชื่อว่าคนไทยทั้งชาติในจำนวน 60-70 ล้านคนในอนาคตข้างหน้า คืออีก30-70ปีข้างหน้านับจากวันนี้ที่เติบโตมาจากเด็กเยาวชน(เมื่อปี2563 เป็นต้นไปจนถึงปี2599)นั้นสามารถลงมือทำการคิดค้นวิจัยพัฒนาผลิตสร้างรับรองการใช้งานบรรดาองค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยี/นวัตกรรมทางด้านปัจจัยดำรงชีพ8ประการ

(ปัจจุบันประเทศไทยโดยนักการเมืองไทย/นักปกครองไทย-ข้าราชการไทยที่ผ่านมาได้ละเลย/กระทำการทิ้งขว้างปัญญา(มันสมองชั้นเยี่ยม-ทักษะชั้นเลิศ)ของคนไทยไปจนสิ้น อันถือ เป็นความผิดพลาดในการบริหารจัดการทัพยากรมนุษย์(ชนชาติไทย)อย่างน่าเสียดายยิ่ง (มูลเหตุอันเนื่องจากว่าบรรดานักการเมืองไทย/นักปกครองไทย-ข้าราชการไทยที่ผ่านมายาวนานหลายทศวรรษ(ศตวรรษ)นิยมการนำเข้าสินค้านวัตกรรมสำเร็จรูปมาจากต่างประเทศแบบเบ็ดเสร็จกันมาต่อเนื่องยาวนาน นำเข้าสินค้านวัตกรรมสำเร็จรูปแบบเบ็ดเสร็จมาจากสหรัฐ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ยุโรป/เยอรมัน/อังกฤษ/ฝรั่งเศส/เนเธอร์แลนด์ ….ฮ่องกง จีน(สินค้าราคาถูกยิ่ง-คุณภาพต่ำยิ่ง) ..

รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนแบบเบ็ดเสร็จในประเทศไทยที่ใช้ปัญญา(มันสมอง-ทักษะ)ของชาวต่างชาติอย่างเบ็ดเสร็จโดยใช้แรงงานราคาถูกชาวไทย-ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ(อากาศ-น้ำจืด)/ใช้สาธารณูปโภคราคาถูกในประเทศไทย…

มันจึงทำให้ปัญญาอันปราดเปรื่อง(มันสมองชั้นเยี่ยม-ทักษะชั้นเลิศ)ของคนไทยถูกปิดกั้นไปอย่างน่าเสียดายมาเป็นเวลายาวนานจนกระทั่งเกือบปัญญาไทยในประเทศไทย)

งบประมาณด้านการศึกษาที่ถูกใส่ลงไปในระบบการศึกษามันต้องถูกแปลงให้เป็นปัญญาไทยมูลค่าสูง นั่นหมายความว่า เงิน(งบประมาณ)ด้านการศึกษาของไทยในแต่ละปีจะต้องถูกกำหนดเป็นผลผลิตทางปัญญาที่เป็นเลิศ (ที่มันมิใช่ผลคะแนนสอบ/ที่มิใช่เป็นเกรดเฉลี่ยรายบุคคลของเด็กเยาวชนดังเช่นที่ผ่านมาเท่านั้น)

ผลผลิตทางปัญญาที่ทรงคุณค่าที่เกิดจากมันสมองชั้นเยี่ยมกับทักษะที่เป็นเลิศภายใต้การใส่เงิน(งบประมาณ)ลงไปในระบบการศึกษาไทยที่ต้องมีการจำแนกชั้นเรียนในแต่ละระดับนั้นจะต้องถูกประเมินและถูกกำกับโดยครูอาจารย์อย่างละเอียดเข้มข้น

เด็กเยาวชนทุกคนในชั้นเรียนจะต้องถูกจำแนกคัดกรองระดับมันสมอง-ทักษะอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม(ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์/นักวิชาการต้องคิดค้นมันขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาใช้ในการนี้และถูกสร้างให้ฉลาดรอบรู้ในแต่ละกลุ่มตามข้อ4 ซึ่งเงิน(งบประมาณ)มีตัวเลขมากถึงร้อยละ30ของงบประมาณทั้งหมดตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น)

เด็กเยาวชนฉลาด : ระดับมันสมอง-ทักษะเหมาะสม เป็นนักวิทยาศาสตร์

เด็กเยาวชนฉลาด : ระดับมันสมอง-ทักษะเหมาะสมเป็นนักวิชาการ/นักวิจัย

เด็กเยาวชนฉลาด : ระดับมันสมอง-ทักษะเหมาะสมเป็นวิศวกร/วิศวกรคอมพิวเตอร์(ทหาร-พลเรือน)

เด็กเยาวชนฉลาด : ระดับมันสมอง-ทักษะเหมาะสมเป็นนักซอฟต์แวร์(ทหาร-พลเรือน)

เด็กเยาวชนฉลาด : ระดับมันสมอง-ทักษะเหมาะสมเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา = ครูอาจารย์ แพทย์ นักกฎหมาย ตำรวจ ทหาร … (ผ่านปริญญาทางด้านวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์-วิศวกรรมมาก่อนหน้านี้แล้ว(อย่างน้อย1ปริญญา/ปริญญาตรี

เด็กเยาวชนฉลาด : ระดับมันสมอง-ทักษะเหมาะสมเป็นนักธุรกิจ/ผู้ประกอบการ ..ทางด้านเกษตรกรรม/อุตสาหกรรม/เทคโนโลยีสารสนเทศ

เด็กเยาวชนถนัด : ระดับมันสมอง-ทักษะเหมาะสมเป็นศิลปิน-อาชีพการงานพิเศษ

เด็กเยาวชน : ระดับมันสมอง-ทักษะเหมาะสมเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิค/แรงงานฝีมือ

เด็กเยาวชนฉลาด : ระดับมันสมอง-ทักษะเหมาะสม จะเป็นนักบริหาร

เงิน(งบประมาณ)ด้านการศึกษาต้องถูกใส่ลงไปต้องเป็นต้นทุนทางปัญญาที่มันต้องเกิดมีขึ้นอย่างสอดรับกับจริตของประเทศไทยแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ คนไทยต้องมีปัญญามากพอบนความฉลาดที่ต้องสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อันพองามมาจากธรรมชาติรอบตัวบนยุคสมัยที่ควรจะเป็น: เกษตรกรรม/อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรกรรม-อุตสาหกรรมหนัก/เบา-เทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอล…ที่สอดรับ/ตอบสนองการขับเคลื่อนการก้าวเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ(20ปี) ประเทศไทยแห่งดินแดนสุวรรณภูมิมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายมหาศาล

ทว่าที่ผ่านมานั้นมันเป็นความผิดพลาดอันมหันต์ว่าที่ผ่านมาเรามิเคยสร้างปัญญาไทยจากระบบการศึกษาไทยกับใช้ปัญญาไทยบนตัวเลขเงิน(งบประมาณด้านการศึกษา)จำนวนมากมหาศาลที่ได้รับสำหรับไปใช้ทำการสกัดผลประโยชน์ออกมาจากธรรมชาติรอบตัวกันแม้แต่น้อย

เราคนไทยมิได้รับการฝึกฝน/มิได้ถูกฝึกฝนให้สร้างปัญญาในระหว่างศึกษาเล่าเรียนในระบบการศึกษาไทย (….มันต่างกับชาวต่างชาติโดยสิ้นเชิงที่บรรดาชนชาติต่างๆเหล่านี้เพียรพยายามสร้างปัญญาขึ้นมาในชาติเพื่อสกัดผลประโยชน์จากธรรมชาติที่มีในครอบครองแม้ว่าประเทศของตนจะขาดแคลนและ/หรือไม่มีทรัพยากรธรรมชาติบนแผ่นดินของตนเองเลยแม้แต่น้อยก็ตาม)

การใส่งบประมาณด้านการศึกษาจำนวนหลายแสนล้านบาท/ปีลงในระบบการศึกษาไทยหากมันมิใช่เป็นการพิสูจน์ทราบระดับมันสมอง-ทักษะของเด็กเยาวชนแต่ละคนและใช้เงิน(งบประมาณ)ดังกล่าวในการเสริมสร้างปัญญาจากมันสมอง-ทักษะของเด็กเยาวชนแต่ละกลุ่ม/แต่ละประเภทให้เป็นไปตามปัจเจกบุคคลแล้วมันก็จะกลายเป็นการใส่เงิน(งบประมาณ)ลงไปแบบสูญเปล่า เป็นความน่าเสียดายในความสูญเปล่านี้ยิ่ง

เหตุใดเราจึงยังยินยอมใช้ปัญญาต่างชาติกันอยู่เรื่อยไปโดยไม่คิดที่จะหันมา(เริ่ม)สร้างปัญญาไทยและ(เริ่ม)ใช้ปัญญาไทยจากเด็กเยาวชนนับตั้งแต่อยู่ระหว่างทำการศึกษาเล่าเรียน(ห้วงเวลาการศึกษาที่มีเวลายาวนานถึง20ปี ระหว่างอายุ 4-5 ขวบจนถึงอายุ 24-25 ปี)เพื่อก่อให้มัน(เริ่ม)ก่อเกิดเป็นปัญญาไทยของประเทศไทยติดอยู่กับ(เด็กเยาวชน)จนเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่อันทำให้ก่อเกิดการขยายผลเป็นปัญญาไทยอย่างต่อเนื่อง มันเป็นคำถามที่น่าคิดยิ่ง!!!

เหตุใดเราจึงใส่เงิน(งบประมาณ)จำนวนมากลงไปในระบบการศึกษาไทยทั้งๆที่เราไม่เคยมีแผนงานที่จะใช้ระบบการศึกษาไทยในการสร้างปัญญาไทยและใช้ปัญญาไทยในการคิดค้นวิจัยพัฒนาผลิตสร้างรับรองการใช้งานบรรดาองค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยี/นวัตกรรมทางด้านปัจจัยดำรงชีพ8ประการ

ภายใต้การสกัดทรัพยากรบนดินแดนสุวรรณภูมิโดยอาศัยปัญญาไทย(มันสมองชั้นเยี่ยม-ทักษะชั้นเลิศ)ของคนไทยเราเอง

งบประมาณในระบบการศึกษาไทยเป็นระบบงบประมาณซ้ำซ้อนกล่าวคือ เงิน(งบประมาณ(ถูกใส่ลงไปในระบบการศึกษาไทยแล้วจำนวนมากมหาศาล ทว่ามันยังคงมีเงินนอกระบบซึ่งก็คือเงินในธุรกิจการศึกษาโดยเฉพาะธุรกิจกวดวิชาที่มันมีเงิน(นอกงบประมาณ)หมุนเวียนอยู่มากมายมหาศาล ทั้งนี้ ตัวเลขเงินในธุรกิจกวดวิชานั้นแท้จริงอาจมากกว่าเงิน(งบประมาณแผ่นดิน)ในระบบงบประมาณด้านการศึกษาเสียด้วยซ้ำ

งบประมาณด้านการศึกษาในระบบการศึกษาไทยนั้นมันต้องเชื่อมโยงอย่างเป็นเนื้อเดียวกันกับเงิน(งบประมาณ)ด้านอื่นๆเช่น เงิน(งบประมาณ)ส่งเสริม SME, Start Up อันจะทำให้มัการต่อยอดขยายผลนำปัญญาไทยที่เกิดจากระบบการศึกษาไทยไปใช้ในภาคธุรกิจในระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม

งบประมาณด้านการศึกษาในระบบการศึกษาไทยนั้นมันต้องเชื่อมโยงอย่างเป็นเนื้อเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญกับเงิน(งบประมาณ)ที่ใส่ลงไปในโครงการขนาดยักษ์ เช่น โครงการระบบโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ : โครงการรถไฟ(ฟ้า)ทางคู่ โครงการรถไฟ(ฟ้า)ความเร็วสูง โครงการรถไฟฟ้าเส้นสี โครงการสร้างสนามบิน โครงการสร้างท่าเรือ โครงการสร้างนิคมอุสาหกรรม โครงการMRO/ซ่อมสร้าอากาศยาน … ในแนวนโยบายส่งเสริมการลงทุน …ซึ่งมันใช้ปัญญาไทยในปริมาณมหาศาลและมันก็สามารถสร้างตำแหน่งงานชั้นดีจำนวนมากมหาศาลให้กับคนไทย/ให้ตอบสนองการดำรงรักษารวมถึงพัฒนาต่อยอด ตลอดอายุการใช้งาน (30-40ปี) อันหมายรวมถึงในการคิดค้นวิจัยพัฒนาผลิตสร้างระบบโลจิสติกส์แห่งยุคอนาคตอันยาวไกลด้วย

งบประมาณด้านการศึกษาไทยนั้นแท้จริงแล้วต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอีกมากถึงจะทำให้เงิน(งบประมาณ)แผ่นดินที่ใส่ลงไปในระบบการศึกษาไทยเกิดประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง-มิเป็นการใส่ลงไปในลักษณะ(เกือบ)สูญเปล่าดังที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

“เสืออากาศ24/7”

error: Content is protected !!