วันพุธ, 22 กันยายน 2564

23ต.ค. “วันปิยมหาราช” สดุดีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน 2562-2453=109 ปี หลังจาก ร.5 ทรงสวรรคต

23 ต.ค. 2019
211

ฉลาด-กล้าหาญ
ให้ได้ดั่ง “ร.5”
23 ตุลาฯ
จะไม่ใช่แค่ วัน วางมาลา
น่าเสียดาย ที่ ทรงวางรากฐานไว้ให้ทุกด้าน แต่ผ่านมา 100 ปี ก็ยังไม่พัฒนา เท่าที่ควรจะเป็น

23ต.ค.
“วันปิยมหาราช”
สดุดีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน
2562-2453=109 ปี หลังจาก ร.5 ทรงสวรรคต

ในรัชสมัยของ ร.5 ถือเป็น การก้าวสู่ยุค”อุตสาหกรรมของประเทศไทย”
-การขนส่ง รถไฟขนาดราง1.435 เกิดมีขึ้นด้วยวิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์-วิศวกรรมเป็นครั้งแรก
ในประเทศไทยเมื่อราว กว่า 100 ปีที่แล้ว ในยุคสมัย ร.5 พ.ศ.2431 (หัวลำโพง103ปี) อันเป็นการนำเอาอุตสาหกรรม(โลจิสติกส์)มาพัฒนาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย

ปัจจุบันมันมีสภาพเป็นรถไฟที่ล้าสมัยที่สุดในโลก อันเนื่องมาจากมูลเหตุว่าระยะเวลาร่วมร้อยปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันนั้น คนไทยมิได้ใส่ปัญญาไทยลงไปในตัวมัน

เรานำเอาปัญญาเก่าดั้งเดิม จากต่างประเทศ(ญี่ปุ่น-คานาดา)/นำเอาชิ้นส่วนอะไหล่จากต่างประเทศมาใช้อย่างต่อเนื่อง มิเคยหยุดหย่อน

-ระบบชลประทานชั้นเยี่ยมเกิดมีขึ้นด้วยศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อราว 100 ปีที่แล้วในยุคสมัย ร.5

ปัจจุบันมันมีสภาพเป็นระบบชลประทานที่ถูกปล่อยทิ้งขว้างอยู่ในสภาพตื้นเขินถูกรุกล้ำจนมิสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการนำน้ำจืดมาหล่อเลี้ยง(ล้างทำความสะอาด)บ้านเมือง/ในการลำเลียง/ในการระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม(ปี54) /เมืองหลวง(กทม.)ได้ …

บรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ทางด้านชลประทานแห่งยุคอุตสาหกรรมกับยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลมิได้ถูกคิดค้นขึ้นมาสำหรับระบบเกษตรกรรม/ระบบอุตสาหกรรม/ระบบชุมชนเมือง …มายาวนาน

เรากระทำกันเพียงนำเข้านวัตกรรมด้านชลประทานในรูปของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเข้ามาจากต่างประเทศแบบเบ็ดเสร็จมาใช้งานกันจนเป็นนิสัยเคยชิน (นำเข้าเครื่องสูบน้ำหลากหลายยี่ห้อจากญี่ปุ่น/เครื่องจักรกลหนักหลากหลายญี่ห้อจากจีน/จากยุโรป เครื่องมืออุปกรณ์นานาชนิดจากทุกมุมโลก ท่อทางในระบบชลประทานจากญี่ปุ่น จีน ยุโรป/เยอรมัน/อังกฤษ/เนธอร์แลนด์)

อันเนื่องมาจากมูลเหตุที่ว่าระยะเวลาร่วมร้อยปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันนั้นคนไทยมิได้เคยใส่ปัญญาไทยลงไปในระบบชลประทานที่เป็นระบบชลประทานแห่งยุคอุตสาหกรรม/แห่งยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลกันมากนัก เรายังคงใช้ปัญญาจากมรดกดั้งเดิมมาใช้อย่างต่อเนื่องโดยมิเพียรพยายามจะพัฒนามัน

-การไปรษณีย์โทรเลขเกิดมีขึ้นด้วยศาสตร์:วิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อราว100ปีที่แล้ว ในยุคสมัย ร.5 (2 ก.ค.2424)

ปัจจุบัน พอมีพัฒนาการในตัวเองบ้างเป็นบางส่วน ได้รับการพัฒนาเฉพาะในด้านการให้การบริการให้มันมีคุณภาพดีขึ้นมาเท่านั้น

ทว่าบรรดานวัตกรรมทางด้านการไปรษณีย์สื่อสาร/เครื่องมือสื่อสารแห่งยุคอุตสาหกรรม/แห่งยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลที่เป็นฐานรากสำคัญของการสื่อสารมันมิได้ถูกคิดค้นผลิตสร้างขึ้นมาตามยุคสมัยที่ควรจะเป็น

ทั้งนี้ นับเวลาร่วมร้อยปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันนั้นถือได้ว่าคนไทยยังมิได้เพียรพยายามสร้าง และมิได้ใส่ปัญญาไทยลงไปในระบบการสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ที่เป็นระบบแห่งยุคอุตสาหกรรมกับยุคเทคโนโลยีสารสนเทศมากนัก

เรายังคงใช้ปัญญาจากวิธีการ/ใช้แนวคิดดั้งเดิม(ซึ่งก็คือการจัดซื้อจัดหามาจากต่างประเทศ)มาใช้งานอย่างต่อเนื่องเท่านั้นโดยมิเพียรพยายามจะพัฒนามันขึ้นมาเป็นของตนเองแต่ประการใด

-การธนาคาร(สยามกัมมาจล) เกิดมีขึ้นด้วยวิทยาการ(คณิตศาสตร์-เศรษฐศาสตร์)เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อราว100ปีที่แล้วในยุคสมัย ร.5 พ.ศ.2417

ปัจจุบันถือว่ามันไม่มีพัฒนาการใดๆในตัวเอง มันได้รับการพัฒนาเฉพาะในด้านการให้การบริการการเงิน(การคลัง)ให้มันมีคุณภาพดีขึ้นมาเท่านั้น

ทว่าบรรดานวัตกรรมทางด้านการเงิน(การคลัง)แห่งยุคอุตสาหกรรม/แห่งยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลที่เป็นฐานรากสำคัญของการระบบเศรษฐกิจไทย”เงินบาท”ของไทยมันมิได้ถูกคิดค้นผลิตสร้างกำหนดขึ้นมาตามยุคสมัยที่ควรจะเป็น

ทั้งนี้ ระยะเวลาร่วมร้อยปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันนั้นถือได้ว่าคนไทยมิได้เพียรพยายามสร้างและมิได้ใส่ปัญญาไทยลงไปในระบบการเงิน/การธนาคาร/การคลังสมัยใหม่ที่เป็นเครื่องมือสำหรับระบบเกษตรกรรมไทย

สำหรับระบบอุตสาหกรรมไทยกับสำหรับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศไทย/ดิจิตอลไทยที่เป็นของไทยเราเองบนค่าเงินบาทไทยกันมากนัก เรายังคงใช้ปัญญาจากวิธีการ/ใช้แนวคิดของชาวต่างชาติ(ดอลลาร์)มาใช้อย่างต่อเนื่องโดยมิเพียรพยายามจะพัฒนามันขึ้นมาเป็นของตนเองแต่ประการใด

-การทหารไทย(รร.นายร้อย)เกิดมีขึ้นมาด้วยวิทยาการสมัยใหม่(วิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์-วิศวกรรม)เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อราว100ปีที่แล้วในยุคสมัย ร.5

ที่ผ่านมานาน นับทศวรรษถึงปัจจุบันนั้นเกือบถือได้ว่า มันไม่มีพัฒนาการในตัวเองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็นมากนัก

ไทยเรามีนักรบผู้หาญกล้า ทว่าบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลายนั้นมันกลับเป็นนวัตกรรมของชาวต่างชาติเสียเกือบทั้งสิ้น

การทหารของไทยตกอยู่ในสภาวะถูกครอบงำจากมหาอำนาจมานานพอสมควร อันเนื่องมาจากสงคราม/ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างบรรดาประเทศชาติมหาอำนาจด้วยกันเอง

ทว่ามันส่งอิทธิพลถึงประเทศเล็กประเทศน้อย อย่างเช่นประเทศไทยอย่างมากมหาศาล

ในการนี้ บรรดานวัตกรรมทางด้านการทหาร(อาวุธยุทโธปกรณ์)แห่งยุคอุตสาหกรรม/แห่งยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลที่ถือเป็นฐานรากสำคัญของระบบการทหารของไทยมันจึงมิได้ถูกคิดค้นผลิตสร้างขึ้นมาตามยุคสมัยที่ควรจะเป็น มันถูกนำเข้ามาใช้งานในประเทศไทยภายใต้นโยบายให้ความช่วยเหลือทางทหารมาอย่างยาวนาน

ดังนั้น ระยะเวลาร่วมร้อยปีที่ผ่านมานั้นจึงถือได้ว่าคนไทยมิได้มีโอกาสสร้างและใส่ปัญญาไทยลงไปในระบบการทหารสมัยใหม่ได้ แต่ประการใดเพื่อให้มันเป็นหลักประกันแห่งความอยู่รอดปลอดภัยของเราเองภายใต้การขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวผ่านยุคเกษตรกรรม/ก้าวผ่านยุคอุตสาหกรรมกับก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลอย่างเต็มตัวด้วยตัวของเราเอง

โชคดียิ่งที่ยุทธศาสตร์ชาติ20ปีกับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงตามบริบทของรัฐธรรมนูญปี60 ได้วางแนวคิดนโยบายให้มีการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นในประเทศเป็นครั้งแรกแห่งประวัติศาสตร์ภายหลังยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475

ปัจจุบันได้มีการบัญญัติ พ.ร.บ.อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อน/สร้างกลไกจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เกิดการคิดค้นวิจัยพัฒนาผลิตสร้างรับรองการใช้งานอาวุธยุทโธปกรณ์ขึ้นใช้เองในประเทศเพื่อให้มันกลายเป็นภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งสำหรับป้องกันประเทศ(รวมถึงป้องกันอาเซียน)และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ(รวมถึงของอาเซียนด้วย)

(การบินของไทยเริ่มมีเกิดขึ้นเมื่อปี 2454-2456 ในสมัย ร.6 ก็จริง ทว่าการวางรากฐานที่สำคัญนั้นเกิดมีขึ้นมานับตั้งแต่สมัย ร 5 ครั้ง ยังทรงมีพระชนม์

ขณะที่พระองค์ได้ทรงเสด็จประพาสยุโรปทั้ง2ครั้ง โดยได้เสด็จเยือนบริษัทJunkerผู้ผลิตสร้างเครื่องบิน)

-การศึกษาไทยสมัยใหม่เกิดมีขึ้นด้วยวิทยาการสมัยใหม่ที่เป็นในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น(วิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์-วิศวกรรม)เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อราว1xxปีที่แล้วในยุคสมัย ร.5 พ.ศ. 2444 ในรูปแบบของโรงเรียนมหาดเล็ก (ปัจจุบันคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ร.5 ทรงส่งบุตรหลานผู้ฉลาดปราดเปรื่อง/ทรงส่งสามัญชนคนฉลาดไปศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศ

โดยทรงคาดหวังจะให้คนฉลาดปราดเปรื่องเหล่านี้กลับมาทำหน้าที่เป็นแกนนำทำหน้าที่ขับเคลื่อนการก้าวเดินของบ้านเมืองในพระราชปณิธานหวังให้บรรดาคนเหล่านี้ลงมือทำการพัฒนาต่อยอดสถาปนาวิทยาการใหม่ๆที่เป็นวิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์ให้มันทันสมัยทัดเทียมนานาอารยประเทศ

เสียดายว่าที่ผ่านมานานนับทศวรรษนั้น เกือบถือได้ว่าวิทยาการสมัยใหม่มันไม่ได้มีพัฒนาการในตัวเอง
โดยคนไทยฉลาดเองอย่างที่ควรจะเป็นมากนัก

พัฒนาการของมันถูกมองข้ามและถูกทิ้งขว้างไปอย่างน่าเสียดาย บรรดานวัตกรรมทางด้านปัจจัยดำรงชีพ8ประการ(1อาหาร-2เครื่องนุ่งห่ม-3ที่อยู่อาศัย/เครื่องใช้ในบ้าน-4ยารักษาโรค/เครื่องมือแพทย์-5เครื่องมือสื่อสาร-6ยานพาหนะ3/4มิติระบบโลจิสติกส์ชั้นเลิศ-7เครื่องมือประกอบอาชีพ-8เครื่องมืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัย/อาวุธยุทโธปกรณ์)/

9พลังงานรอบตัวมาจากธรรมชาติรอบตัวแห่งยุคอุตสาหกรรม/แห่งยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลที่เป็นฐานรากสำคัญของระบบสังคมไทยตามสภาพโลกาภิวัตน์มันจึงมิได้ถูกคิดค้นผลิตสร้างขึ้นมาตามยุคสมัยที่ควรจะเป็น

บรรดาสินค้านวัตกรรมที่จำเป็นสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันนั้นมันถูกนำเข้ามาใช้งานภายใต้นโยบายการจัดซื้อจัดหามาจากต่างประเทศ(นโยบายการเก็บภาษีอากร)

ระยะเวลาร่วมร้อยปีที่ผ่านมานั้นถือได้ว่าคนไทยเรามิได้เพียรพยายามสร้างและมิได้ใส่ปัญญาไทยใดๆลงไปในระบบสังคมไทยสมัยใหม่ให้มันเจริญก้าวหน้าสามารถก้าวผ่านยุคเกษตรกรรม/ก้าวผ่านยุคอุตสาหกรรมกับก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอลอย่างเต็มตัวด้วยตัวของคนไทยเราเองกันมากนัก

โชคดียิ่งที่ยุทธศาสตร์ชาติ20ปีตามบริบทของรัฐธรรมนูญปี60 กับแผนปฏิรูปประเทศ11ข้อได้ถูกวางเป็นแนวคิดนโยบายให้มีการพัฒนาคน/พัฒนาระบบการศึกษาไทยทว่ามันก็ยังเป็นข้อสงสัยในวิธีปฏิบัติอยู่ไม่น้อย การคิดค้นกลไกการศึกษาสมัยใหม่อันหมายถึงการบัญญัติ พ.ร.บ.ใดๆเพื่อการพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้มันเป็นระบบการศึกษาที่ดี(ภายใต้การใช้งบประมาณเพียงบางส่วนเป็นปัจจัยขับเคลื่อน-ใช้ประโยชน์มันสมอง-ทักษะของคนไทยเป็นหลัก)เพื่อให้ประเทศไทยมีปัญญาไทยเป็นของตนเองและสามารถใช้ปัญญาไทยของเราเองเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการก้าวเดินของประเทศไทยให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดดังที่กล่าวข้างต้น

-การพยาบาลและสาธารณสุขสมัยใหม่ (ร.พ.ริมคลองบางกอกน้อย/ร.พ.วังหลัง) เกิดมีขึ้นด้วยวิทยาการสมัยใหม่ที่เป็นในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น(วิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์-วิศวกรรม)เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อราว100ปีที่แล้วในยุคสมัย ร5 พ.ศ.2431

-การไฟฟ้า (วัดเลียบ) เกิดมีขึ้นด้วยวิทยาการสมัยใหม่ที่เป็นในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น(วิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์-วิศวกรรม)เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อราว1xxปีที่แล้วในยุคสมัย ร5 พ.ศ.2433 – 2444

-กฎหมายสมัยใหม่เกิดมีขึ้นด้วยวิทยาการสมัยใหม่ที่เป็นในเชิงวิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์มากขึ้น(วิทยาศาสตร์/คณิตศาสตร์-วิศวกรรม)เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อราว1xxปีที่แล้วในยุคสมัย ร.5 พ.ศ. 2440

การพัฒนาประเทศ(สยาม)ไทยตามที่ได้กล่าวข้างต้นโดยพระวิสัยทัศน์ของ ร.5 นั้น

หากคนไทยรุ่นหลังได้สร้างปัญญาไทยขึ้นมาต่อยอดและใช้ปัญญาไทยไปในการสรรสร้างสถาปนาองค์ความรู้ภูมิปัญญาไทย/เทคโนโลยีไทย/นวัตกรรมไทยทางด้านปัจจัยดำรงชีพ8ประการ ตามยุคสมัยที่ควรจะเป็นบนระยะเวลา100 ปีอย่างจริงจังเป็นระบบ แล้วก็เชื่อว่าประเทศไทยในวันนี้ คงน่าจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วไปนานแล้ว และชนชาติไทย

ในปัจจุบันก็น่าจะกลายเป็นชนชาติร่ำรวยไปนานแล้ว เสียดายว่ามันมิได้เป็นเช่นนั้น

ข้อคิด

ฉลาด-กล้า นำพาประเทศไทยสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

ไม่ฉลาด-ไม่กล้า นำพาประเทศสู่ความเป็นประเทศด้อยพัฒนา

ไม่ฉลาด-กล้า นำพาประเทศบ้าบิ่น

ไม่ฉลาด-ไม่กล้า นำพาประเทศชาติลงเหว

นั่นหมายความว่า ฉลาด-กล้า คือลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้นำทุกระดับในทุกองค์การของประเทศไทย ดังเช่นที่ ร.5 ท่านได้ทรงปฏิบัติมา

ฉลาด -ความฉลาดเป็นผลผลิตทางธรรมชาติ ที่ธรรมชาติเป็นผู้สร้างให้ ไม่มีใครฉลาดได้เกินกว่าที่ธรรมชาติสร้างให้

ผู้ใดฉลาดมาก-ก็คิดได้มาก คิดได้ไม่มีวันหมดสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งคิดได้มาก ยิ่งมีอายุมากยิ่งคิดได้มากคิดได้ลึก

ผู้ใดเล่าเรียนมาก-ก็ได้เพียงแค่รู้มาก รู้มากเท่าที่เรียน หยุดเรียนเมื่อใดก็หยุดรู้ทันที

ทั้งนี้ ความรู้เป็นผลผลิตของการอุทิศทุ่มเทของแต่ละคน
ทั้งนี้ -ความรู้มีการหมดสิ้นไปจากตน ขณะที่ความฉลาดมิมีวันหมดสิ้นไปจากตน
-ความรู้มีการเสื่อมสลายตามยุคสมัย ความรู้ในวันนี้อาจใช้ไม่ได้ในวันข้างหน้า
-ความรู้ได้มาด้วยการสร้างกับการใช้ปัญญาบนการใช้เวลา ความรู้ในวันข้างหน้าจะยังไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้เลยหากความรู้ในวันนี้ยังไม่มีปรากฎให้เห็น

“ผู้ที่ไม่ฉลาดมาก และคิดไม่ค่อยเป็น ทว่าได้ทำการศึกษา/ผ่านการเล่าเรียนมาอย่างหนักเมื่อ/ในสมัยเด็กผ่านการเรียนในสมัยเด็กมาด้วยดี ครั้นเมื่อเติบใหญ่แล้วนั้นความไม่ฉลาด ก็ยังคงติดตัวตามไป

ส่วนความรู้ที่เล่าเรียนมาอย่างหนักในวัยเด็ก(เมื่อ30-40ปีที่แล้ว)นั้นก็หาได้ติดตามไปไม่และก็หาว่าใช้ได้ไม่(มันล้าสมัยเกินไป)

นี่คือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับบรรดาองค์การต่างๆที่บรรดาผู้ถืออำนาจในองค์การต่างๆทุกระดับมิใช่กลุ่มคนไทยผู้ฉลาดเป็นเลิศ ปรากฎการณ์ที่ตามมาก็คือ การนำองค์การสู่องค์การแห่งปัญญาเกิดความล้มเหลว อันเนื่องมาจากความไม่ฉลาด

ทว่าได้มีโอกาสถืออำนาจบริหารองค์การ/ได้รับโอกาสถืออำนาจการปกครององค์การไว้อยู่ในมือนั่นเอง”

องค์การส่วนใหญ่ของไทยจึงกลายเป็นองค์การขาดแคลนปัญญาไทย-องค์การไทยกลายเป็นองค์การนำเข้าปัญญามาจากต่างประเทศเป็นหลัก

และในที่สุดมันก็กลายเป็นองค์การที่มุ่งเป้าไปที่(กระบวนการ)จัดซื้อจัดจ้างเป็นเป้าหมายการดำเนินงานหลักแต่เพียงเป้าหมายเดียว(ภายใต้การถูกกำกับควบคุมด้านความโปร่งใสอย่างเข้มข้น-โดย ป.ป.ช.)
ปรากฏการณ์ความฉลาดของคนไทยมิได้เป็นเช่นนี้ ทว่าปรากฎการณ์ความไม่ฉลาดของคนไทยในประเทศไทย กลับมีลักษณะตรงกันข้ามเป็นไปในลักษณะเช่นนี้และเป็นเช่นนี้มายาวนาน

มันต่างจากแนวพระราโชบาย/มันต่างจากพระราชจริยวัตรของ ร.5 เมื่อสมัย100ปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง

กล้า –ความกล้าเป็นสิ่งพึงประสงค์ที่ต้องฝังอยู่ในตัวของผู้นำทุกคน เช่นกัน ความกล้าเป็นผลผลิตทางธรรมชาติที่ธรรมชาติเป็นผู้สร้างให้ มนุษย์สามารถแสดงความกล้าออกมาได้ทว่ามันมิใช่เป็นความกล้าที่แท้จริง
# ผู้ใดกล้ามาก ก็จะทำงานสำเร็จได้มากและงานสำเร็จได้ตรงจังหวะเวลาที่ต้องการ

ผู้กล้าจะมีความกล้าอยู่ตลอดเวลาและกล้าอย่างต่อเนื่อง มิใช่ว่าจะกระทำตนเป็นผู้กล้าเฉพาะเมื่อมีอำนาจอยู่ในมือเท่านั้น
ทั้งนี้ ความกล้าจะต้องมีพื้นฐานอยู่บนความฉลาดกล่าวคือบนความคิดอย่างมีตรรกะจึงจะเป็นความกล้าที่มีคุณประโยชน์
ร.5 ท่านทรงมีความกล้ายิ่ง หามีผู้ใดกล้า(เปลี่ยนแปลง)ดังเช่นพระองค์ไม่

คนไทยต้อง ฉลาด-กล้า ให้ได้ดังเช่น ร.5 ทรงกล้า

คนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะคนไทยรุ่นใหม่ก็ต้อง ฉลาด-กล้า เช่นเดียวกันกับ ร.5 ให้ได้

23 ต.ค.ของทุกปี “วันปิยมหาราช” เป็นวันที่คนไทยไปวางพวงมาลาสดุดี รัชกาลที่5

วันนี้จึงเป็นการสมควรยิ่งที่คนไทยทุกคนทุกวัย สมควรต้องใช้ความคิดพินิจพิจารณาใน ความฉลาด-ความกล้า ของ รัชกาลที่5 เป็นการสำคัญ มิใช่เป็นเพียงแค่การวางพวงมาลาเท่านั้น

error: Content is protected !!