วันพุธ, 29 กันยายน 2564

งบฯกองทัพ คือการสร้าง “เม็ดเลือดขาว”

 

“บิ๊กกองทัพ” ฟัง นักการเมือง อภิปรายงบฯทหาร 3 วัน …..ร่อน บทความถึงสื่อ แจงงบฯทหาร คือต้นน้ำ สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งเทียบ“การสร้างเม็ดเลือดขาว” ของร่างกาย ชี้สัดส่วนงบฯทหาร ควรเป็น 2.0+ของ GDP แต่ ปัจจุบันเป็นสัดส่วนเพียง 1.44% ของ GDPเท่านั้น แจง”งบประมาณผูกพัน” คืออะไร ทำไม ต้อง ผูกพัน ชี้ งบประมาณล่าช้า เป็นการเบิกจ่ายแย่สุด ชี้เหตุ ทำไมตัองซื้ออาวุธจากตปท. เพราะรัฐบาลที่ผ่านๆมา ไม่เคยสนับสนุน การวิจัยพัฒนาอย่างจริงจัง แนะ ใช้ Purchase and Development : P&D จัดซื้อแบบ “ผูกพันงบฯ” แต่ เรามีส่วนในการร่วมพัฒนาอาวุธเองด้วย ชี้ นักการเมือง -ประชาชน ควรต้องเข้าใจ
ระบุ เป็นปัจจัยดำรงชีพ ประการที่8 -เครื่องมืออุปกรณ์ป้องกันรักษาความปลอดภัย=อาวุธยุทโธปกรณ์-พลังงาน

งบประมาณของกระทรวงกลาโหม 2.33 แสนล้านบาท ถูกฝ่ายค้านรุมกระหน่ำในสภา ในการอภิปราย ร่าง พรบ.งบประมาณฯ2563

ตัวเลขงบประมาณ จำนวนไม่น้อย ของงบฯในแต่ละปี จะเป็นงบฯผูกพัน หรือ ก็คือ งบฯที่ผ่อนจ่าย การจัดซิ้อจัดหาจัดจ้างไปแล้ว ในแต่ละปี

ส่งผลให้ บิ๊กทหาร ที่ทำงานในด้านการวางแผนยุทธการ และการจัดซื้อจัดหา และการงบประมาณ มาโดยตลอด เขียนบทความ ส่งถึงสื่อ ระบุว่า

ปรากฎการณ์ จาก ผลการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า(เบิกจ่ายแย่สุด) งบประมาณของทหารที่จำเป็นต้องผูกพัน นั้น ประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษี ต้องเข้าใจ และต้องเข้าใจตรงกัน

นักการเมือง เป็นผู้กำหนดนโยบายด้านการเงิน-งบประมาณ =การคลัง ต้องเข้าใจ และต้องเข้าใจตรงกัน

ทำไม กองทัพไทย ต้องจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ

ประการแรก ก็เนื่องมาจากเหตุผลที่ว่าประเทศไทยที่ผ่านมา โดยนโยบายทางการเมืองนั้นมิได้ให้ความสำคัญกับการคิดค้นวิจัยพัฒนาผลิตสร้างรับรองการใช้งานสถาปนาสร้างองค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยี/นวัตกรรม(สิ่งประดิษฐ์)ทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ขึ้นในประเทศ อันถือเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ของประเทศชาติ จึงจำเป็นต้องจัดหามาจากต่างประเทศซึ่งมีขั้นตอนยืดยาวในการจัดหาซึ่งต้องใช้ “เวลา” ยาวนาน

ประการที่2 ก็คือการกำหนดกรอบงบประมาณ(สำหรับกิจการทหาร)นั้น. รัฐ(บาล)สมควรต้องให้เป็นไปในสัดส่วนตัวเลขที่ชัดเจนโดยยึดถือสัดส่วนตัวเลขเปรียบเทียบกับGDP

โดยปกติสัดส่วน 2.0+/-0.2% ของ GDP ถือเป็นตัวเลขที่เหมาะสม

แต่ ปัจจุบันเป็นสัดส่วนเพียง 1.44% ของ GDPเท่านั้น จะมิใช้วิธีการยึดถือตัวเลขเงินงบประมาณเป็นตัวเลข : หลักหน่วย-หลักสิบ-หลักร้อย-หลักพัน-หลักหมื่น-หลักแสน-หลักล้าน..ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดกระบวนการคิดค้นวิจัยพัฒนาผลิตสร้างรับรองการใช้งานสถาปนาสร้างองค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยี/นวัตกรรม(สิ่งประดิษฐ์)ทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ดังที่กล่าวข้างต้นให้เกิดมีขึ้นในชาติที่มันเป็นของไทยเราเองควบคู่กับการปฏิบัติการทางทหารที่จะต้องดำรงความพร้อมปฏิบัติการในลักษณะ ตลอด24ชมทุกวัน ไม่มีวันหยุด

ประเทศไทยภายใต้สภาพภัยคุกคามกับการคุกคามยุคสมัยคอมมิวนิสต์(ดั้งเดิม)-การก่อการร้าย ใน3จ.ชายแดนใต้ และ4 อำเภอ ของสงขลา-การแผ่อิทธิพลของมหาอำนาจที่คืบคลานเข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิ

รวมถึงบรรดาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดมีมากขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพธรรมชาติรอบตัวกับสภาพสภาวะแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลง

กองทัพโดยกระทรวงกลาโหมจึงจำเป็นต้องนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์/เครื่องมือเครื่องใช้ทางทหารที่เป็นสินค้านวัตกรรมสำเร็จรูปแบบเบ็ดเสร็จมาจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องมายาวนาน จนถึงปัจจุบัน
เพื่อสามารถนำมาใช้เผชิญเหตุได้ทันเวลา อย่างสอดรับกับสภาพภัยคุกคามกับการคุกคามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น มันเป็นความน่าเสียดายยิ่ง

การสถาปนาสร้างองค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยี/นวัตกรรม(สิ่งประดิษฐ์)ทางทหารโดยหลักสากลทั่วไปนั้นต้องใช้ “ปัญญา” ในปริมาณมาก ใช้ “คนฉลาด” จำนวนมาก และใช้ “เวลา” มากมหาศาล

ทั้งนี้การผลิตสร้างรับรองการใช้งานตามการกำหนด/ตามการออกแบบให้ตรงกับความต้องการก็ย่อมใช้ “เวลา” มาก จำเป็นจะต้องดำเนินการในลักษณะ “โครงการผูกพัน” เพียงหนทางเดียว

กระบวนการด้านการเงิน-งบประมาณภาครัฐ ในการจัดซื้อจัดหาก็มีขั้นตอนซับซ้อน ซึ่งก็ต้องใช้ “เวลา” มากด้วยเช่นกันโดยเฉพาะในการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แห่งยุคสมัย จากต่างประเทศที่มันจำเป็นต้องทันสมัยราคาแพง

ดังนั้น การผูกพันทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างในโครงการขนาดใหญ่ก็จึงต้องใช้ “เวลา” นานด้วยเช่นกัน

บางครั้งใช้เวลานานกว่า9เดือนในปีงบประมาณนั้นๆ จนเกิดเป็นปรากฎการณ์ “เบิกจ่ายงบประมาณแย่สุด”

นโยบายทางการเมืองเกี่ยวกับการสถาปนาสร้างองค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยี/นวัตกรรม(สิ่งประดิษฐ์)ขึ้นในชาติ กับ กลไกทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง(จากต่างประเทศ)ของรัฐตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั่นเองต่างหากที่เป็นมูลเหตุที่มาของปรากฎการณ์ “เบิกจ่ายงบประมาณแย่สุด” มิใช่อื่นใด

มันเป็นเหตุให้เกิดข้อกล่าวหาระหว่างการอภิปรายในสภาฯ ที่ว่า

“ใช้เงินงบประมาณของชาติไม่คุ้มค่า สมควรนำเงินที่เบิกจ่ายล่าช้าหรือค้างจ่ายไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนน่าจะเป็นการดีกว่า”

การสถาปนาสร้างองค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยี/นวัตกรรม(สิ่งประดิษฐ์-อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร)นั้นในยุคปัจจุบันรวมถึงยุคอนาคตนั้นถือว่าเป็นความจำเป็นยิ่ง มันถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้กับตนเอง ซึ่งการที่จะกระทำเช่นนั้นได้นั้นจำเป็นต้องใช้ “คน(ไทย)ฉลาด” จำนวนมากมายมหาศาลและใช้ “เวลา” ยาวนานภายใต้กลไกกฎระเบียบ(ของรัฐไทย)ที่จะต้องถูกคิดค้นกำหนดให้มันเป็นเครื่องมือเอื้ออำนวยในลักษณะของการดำเนิน “โครงการผูกพัน” ให้กระบวนการการจัดหา/การจัดซื้อจัดจ้างจากทั้งในประเทศกับจากต่างประเทศเป็นไปด้วยความอ่อนตัว

การดำเนิน “โครงการผูกพัน” อันหมายถึงการ “เบิกจ่ายงบประมาณต่อเนื่องยาวนาน” ก็ย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นตามมาด้วย มิอาจปฏิเสธได้

การเมืองกับนักการเมืองจะต้องร่วมกันกำหนดนโยบายทั้งในส่วนของการสร้างภูมิคุ้มกันภายในประเทศให้เป็นของตนเอง กับ การพัฒนายกระดับกลไกภาครัฐ(ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างทั้งในประเทศกับจากต่างประเทศ)ให้มันทันสมัยสอดรับกับยุคสมัยที่ควรจะเป็น

Purchase and Development : P&D เป็นลักษณะของการดำเนิน “โครงการผูกพัน” ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ที่มันจะสามารถแก้ไขปัญหา “การไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นของตนเอง” กับ แก้ปัญหา “การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า” ที่ค้างคาติดอยู่กับประเทศไทยมายาวนานดังที่กล่าวมาข้างต้นได้เป็นที่แน่นอน

P&D เป็นการดำเนิน “โครงการผูกพัน” ที่ใช้ “ปัญญา” ของคนไทยในประเทศไทยเป็นหลักบนการใช้ “เวลา” เป็นตัวตัดสิน

P&D เป็นการดำเนิน “โครงการผูกพัน” ที่จะต้อง “ทะยอย” ใช้เงิน-งบประมาณสำหรับการลงทุนที่อยู่ภายใต้ระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มันเป็นส่วนดี/ที่มันสร้างประโยชน์โดยรวมที่ประชาชนคนไทยกับนักการเมืองต้องเข้าใจและมองเห็นตรงกัน ดังนี้

-มันสร้างองค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยี/นวัตกรรมที่เป็นของเราเองที่เกิดมีขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ภายใต้การลงทุนด้วยงบประมาณจำนวนหนึ่ง (งบวิจัยพัฒนา)

-มันคือกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่เป็นของไทยเราเองที่ติดอยู่กับประเทศไทยไปอีกยาวนานมันเป็นหลักประกันแห่งความอยู่รอดปลอดภัยของชาติ

-มันสร้างตำแหน่งงานชั้นดีให้กับคนไทยกับครอบครัวมากมายมหาศาลบนความต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด

-มันเป็นเครื่องมือของรัฐ(บาล)ในกาเปลี่ยนอาชีพบรรดาเกษตรกร(ที่ยากจน)ให้กลายเป็นคนไทยฉลาดในการงานอาชีพสาขาต่างๆดังเช่น นักวิทยาศาสตร์-วิศวกรรม-เจ้าหน้าที่เทคนิคฝีมือ-แรงงานวิชาชีพฝีมือแห่งยุคสมัย

ทั้งนี้ การงานอาชีพข้างต้นมันเป็นอาชีพที่สอดรับกับยุคสมัยที่ควรจะเป็น (อาชีพแห่งยุคอุตสาหกรรม+ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ/ดิจิตอล) ที่มันจะเป็นการงานอาชีพที่จะนำพาคนไทยก้าวเดินไปสู่ยุคอนาคต

-มันคือตัวคูณในระบบเศรษฐกิจที่สร้างเงินได้มากมหาศาลและก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศได้มากมหาศาลในลักษณะต่อเนื่องและยั่งยืน ไม่ต้อง

-มันคือต้นน้ำแห่งการก่อเกิดนวัตกรรมในทางพลเรือนทางด้านปัจจัยดำรงชีพ8ประการ(1อาหาร-2เครื่องนุ่งห่ม-3ที่อยู่อาศัย/เครื่องใช้ในบ้าน-4ยารักษาโรค/เครื่องมือแพทย์-5เครื่องมือสื่อสาร-6ยานพาหนะ3/4มิติ-7เครื่องมือประกอบอาชีพ-8เครื่องมืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัย)/9พลังงาน

ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่ซับซ้อนในทางทหารนั้นสามารถนำมาดัดแปลง/ประยุกต์ใช้ประโยชน์ในทางพลเรือนแห่งยุคอนาคตได้เป็นอย่างดี เช่น อากาศยาน-UAV ไซเบอร์ ดาวเทียม

ในการนี้ การเมืองกับนโยบายทางการเมือง บนปัญหา “การเบิกจ่ายงบประมาณสุดย่ำแย่” ตามข้อกล่าวหานั้น มันต้องได้รับการสร้างความเข้าใจให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันโดยที่ทุกภาคส่วนของชาติจะต้องร่วมมือกันทำหน้าที่ช่วยกันขับเคลื่อน

แล้วผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ

นอกจากนีเ ในปมประเด็น นักการเมืองกับเงิน-งบประมาณ(แผ่นดิน)

1 เงิน =เงินบาท(ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยในประเทศไทย)

2 งบประมาณ=ตัวเลขเงิน(บาท)ที่ถูกเก็บรวบรวม/ถูกระดมมาจากทุกแหล่งในทุกวิถีทางและถูกจัดสรรให้กับ/ถูกแจกจ่ายไปยังภาคส่วนต่างๆในสังคมโดยที่เป้าหมายสำคัญคือเพื่อใช้จ่ายในลักษณะของการจับจ่ายใช้สอยรูปแบบนานาชนิดกับในลักษณะของการสร้างองค์ความรู้ภูมิปัญญา/เทคโนโลยีกับสถาปนาสร้างนวัตกรรม(สิ่งประดิษฐ์)ทางด้านปัจจัยดำรงชีพ8ประการ

(ประการที่8คือเครื่องมืออุปกรณ์ป้องกันรักษาความปลอดภัย=อาวุธยุทโธปกรณ์)/พลังงานขึ้นมาในชาติก่อให้เกิดเป็นระบบกิจการสาธารณะเป็นส่วนกลางสำหรับประชาชนทุกคน

A เงินบาทมีมากเท่าไร?
B เงินบาทเกิดมีขึ้นได้อย่างไร?
C เงินบาทกระจายอยู่ที่ใดบ้าง?

คำถามดังกล่าวนี้นั้นนักการเมืองไทยต้องรู้

เงินบาท แท้จริงแล้วมีเกิดขึ้นมาจากคลัง4คลัง กล่าวคือ 1คลังธรรมชาติ 2คลังทำเลที่ตั้ง 3คลังปัญญา 4คลังเงิน/ราย/ด้จากภาษีอากรและอื่นๆ. มิใช่ว่าเงินบาทมันเป็นเพียงเงินรายได้จากการเก็บภาษีอากรกับจากค่าธรรมเนียมอื่นๆเท่านั้น

หากนักการเมืองไทยได้รู้คำตอบข้อ A B C แล้วก็จะสามารถล่วงรู้ว่าประเทศไทยควรจะมี/ควรจะกำหนดยอดงบประมาณรายจ่ายประจำปี(63)จำนวนเท่าไร?ที่มันต้องเป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณเงินหมุนเวียนทั้งหมดในประเทศ(ต่อไตรมาส)

ซึ่งปกติแล้วงบประมาณรายจ่ายประจำปีจะเป็นค่าเฉลี่ยตัวเลขประมาณ 18-20% ของGDP (หากยิ่งสามารถแยกรายละเอียดเป็นรายไตรมาสได้ก็จะเป็นการดียิ่ง)

นักการเมืองไทยจะต้องล่วงรู้ต่อไปอีกว่าจะต้องจัดสรรงบประมาณ(ตัวเลขเงินบาท)ไปให้กับภาคส่วนใด?ในจำนวนมากน้อยเท่าไร?

นั่นหมายถึงว่างบประมาณด้านการทหาร/ด้านความมั่นคงจะต้องถูกกำหนดเป็นตัวเลขเท่าใด?ด้วยเช่นกัน

การที่จะจัดสรรงบประมาณทางด้านการทหารนั้นนักการเมืองไทยจำเป็นยิ่งยวดที่จะต้องรู้ลึกลงไปด้วยว่าภัยคุกคามกับการคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยมีมากน้อยปานใด/มีความรุนแรงมากน้อยเท่าใด/มีรูปแบบอย่างไรบ้าง? แล้วก็จะสามารถพิจารณาได้ในประเด็นสำคัญด้านการงบประมาณทางทหารใน2ประการสำคัญดังต่อไปนี้ได้ กล่าวคือ

€ เงิน-งบประมาณส่วนใด?-จำนวนเท่าไร?จะถูกจัดสรรให้ในเป้าหมายเพื่อการใช้กำลังทหารเข้าเผชิญหน้าภัยคุกคามในสภาวะวิกฤติ(ในแต่ละครั้ง)ที่เป็นปัจจุบัน

€เงิน-งบประมาณส่วนใด?-จำนวนเท่าไร? จะต้องถูกจัดสรรให้ในเป้าหมายการเตรียมกำลัง/เตรียมความพร้อม/เตรียมขีดความสามารถรองรับสภาพภัยคุกคามกับความท้าทายในปัจจุบันกับในอนาคตอันยาวไกล(ซึ่งต้องได้รับการวางแผน/ดำเนินการล่วงหน้าอย่างละเอียด)

การงบประมาณด้านการทหารเป็นเรื่องราวที่สลับซับซ้อนและเป็นความละเอียดอ่อนยิ่งจำเป็นต้องใช้ปัญญาที่เฉลียวฉลาดในการกำหนดและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบบนความต่อเนื่องระยะยาว มิใช่เป็นไปในลักษณะปีเดียวหรือปีต่อปี

งบประมาณด้านการทหารนั้นแท้จริงแล้วมันสามารถสื่อถึงหลักประกันแห่งความอยู่รอดกับการแข่งขันของประเทศชาติบ้านเมืองได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ประชาชนคนไทยโดยเฉพาะนักการเมืองไทยต้องเข้าใจและคิดให้เป็น

งบประมาณทางด้านการทหารนั้นแท้จริงแล้วคือ ต้นน้ำของการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งเปรียบเทียบได้กับ “การสร้างเม็ดเลือดขาว” ของร่างกายเลยทีเดียว”

error: Content is protected !!