วันศุกร์, 17 กันยายน 2564

“บิ๊กโบ้” ทิ้งทวน สรุปผลงานคณะพูดคุยฯ ก่อนอำลาเก้าอี้ สอนมวย พวกชู BRN

15 ต.ค. 2018
283

ก่อนที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะพิจารณา และเสนอให้ ครม. พิจารณา ตั้ง บิ๊กเมา พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัขต์ อดีตแม่ทัพภาค4 และคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลฯ เป็น หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนใหม่ นั้น

“พลเอก อักษรา เกิดผล ” สรุปผลงาน คณะพูดคุย ส่งท้ายตำแหน่ง หัวหน้าคณะฯ ชี้ ทำให้ ปัญหาความรุนแรง ชายแดนใต้ เป็น “ปัญหาภายใน” ไม่มีองค์กรตปท.มาแทรกแซง ชี้ผลสำเร็จ ตั้ง safe house ที่ปัตตานี และกำหนดSafety Zone ที่ เจาะไอร้อง นราธิวาส ได้ แถมเหตุลดลง จากกว่า 500 เหตุการณ์ เหลือ 140 เหตุการณ์
ชี้ คณะพูดคุยฯ เป็นงาน”ยุทธศาสตร์” ไม่ใช่ “ยุทธวิธี” ต้องใช้เทคการเจรจาขั้นสูง / ชี้Pulo-BRN ยอมร่วมโต๊ะเจรจา แต่แฉ ยังมีบางพวก ติดต่อตรงกับBRN ยิ่งทำให้ เพิ่มการต่อรอง และมีการใช้ความรุนแรง ชี้ Pulo ทำงาน”การเมือง” BRN เป็น “กองกำลังทหาร”

พลเอก อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพุดคุยสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สรุปผลงานประจำปี 2561 รายงาน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ ประธานคปต.

สรุปว่า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข เป็นงานระดับ “ยุทธศาสตร์” ไม่ใช่ระดับ “ยุทธวิธี” อย่างที่บางคนเข้าใจ

คณะพูดคุยสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2561 คือจัดตั้งศูนย์ประสานงาน หรือSafe House ได้ในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี

และกำหนดพื้นที่ปลอดภัยนำร่อง Safety Zone ร่วมกับกลุ่มผู้เห็นต่างได้เป็นผลสำเร็จจำนวน 1 อำเภอ คืออำเภอเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เพื่อดึงภาคประชาชนและภาควิชาการ รวมทั้ง ผู้ได้รับการพักโทษ และผู้เห็นต่างเข้าร่วมสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้สถิติความรุนแรงและการสูญเสียในพื้นที่น้อยลง

คณะพูดคุยได้ให้ความสำคัญต่อเทคนิคการพูดคุย ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่ มากกว่าประเด็นหรือสาระบนโต๊ะพูดคุย ซึ่งมีแต่ความต้องการของกลุ่มผู้เห็นต่างเท่านั้น

ในขณะที่ความต้องการของรัฐบาลมีเพียงประการเดียวคือการยุติความรุนแรง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสำคัญ

ตลอดห้วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ไม่เคยมีประเด็นความต้องการของกลุ่มผู้เห็นต่าง ปรากฏต่อสังคมเลย นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยของประชาชน หรือเรื่องพื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น

และขณะนี้อยู่ระหว่างการสร้างความเข้าใจกับภาคประชาสังคม บางเครือข่าย ที่อาจลืมไปว่า คณะพูดคุยฯ คือผู้แทนรัฐบาล ที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำของกลุ่มผู้เห็นต่าง เพราะภาคประชาสังคมบางกลุ่ม ยังเข้าใจว่า Party A (คณะพูดคุย) และParty B(ผู้เห็นต่าง) เป็นคู่ขัดแย้งกัน จึงให้ความสำคัญต่อประเด็นการพูดคุย และพยายามยื่นข้อเรียกร้องให้กับทั้งสองฝ่าย ซึ่งไม่เกิดผลดีแต่อย่างใด

แต่จะเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้เห็นต่างใช้ความรุนแรง ยื่นเงื่อนไขต่อรองรัฐบาล แทนที่จะมาสนับสนุนคณะพูดคุยฯ และกดดันกลุ่มผู้เห็นต่าง ให้ยุติการใช้ความรุนแรง และหันน่ามาร่วมมือสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคประชาสังคม สมควรทำอย่างยิ่งคือ 1.ออกมาปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
2.ปฏิเสธการก่อการร้ายไม่ว่าจะมาจากกระบวนการใดๆทั้งสิ้น
3.ปฏิเสธโจรผิดกฎหมาย ทุกประเภทเช่น อิทธิพลท้องถิ่น ยาเสพติด

จากผลการปฏิบัติงานของคณะพูดคุยฯ ทำให้รัฐบาลสามารถดำรงสถานะของ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดใช้แดนภาคใต้เป็น “ปัญหาภายใน” ของประเทศไทย

โดยไม่มีหน่วยงานใดหรือองค์กรต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงและยังให้การสนับสนุนการแก้ปัญหาของประเทศไทยในแนวทางสันติวิธีภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

การพูดคุยได้ดำเนินการมาเกือบ 4 ปีแล้ว มีความก้าวหน้ามาตามลำดับ จนเลย ขั้นตอนของการอำนวยความสะดวก เพราะเราสามารถติดต่อพูดคนได้โดยตรงกับParty B และเครือข่ายแนวร่วมที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านทางคณะทำงานเทคนิคของสองฝ่าย

แต่สำหรับ หัวหน้าขบวนการฯ ที่มีคดีความมั่นคง ที่ ไม่สามารถพูดคุยกันในประเทศไทยได้ ยังคงต้องอาศัยผู้อำนวยความสะดวก จัดให้มีการพูดคุยกันในต่างประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายยังเห็นพ้องในแนวทางสันติวิธีเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกัน

แต่ปัญหาสำคัญคือ ยังมีส่วนราชการและสื่อมวลชนบางสำนักรวมทั้งคอลัมน์นิสต์บางคน ที่ยังติดยึดกับแนวคิดเดิมๆ และพยายามยกระดับขบว

นการBRN ให้เป็นผู้ขัดแย้งของรัฐ. ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะทั้ง Pulo และBRN ล้วนเป็นกระบวนการที่มีอิทธิพลในพื้นที่ โดยPulo เป็น “ฝ่ายการเมือง” และ BRN เป็นฝ่ายกองกำลัง “ฝ่ายทหาร”

ดังนั้นการติดต่อโดยตรงทางทางลับ กับฝ่ายทหาร ก็เท่ากับไปสนับสนุนการใช้ความรุนแรงทางอ้อมนั่นเอง

ตรงข้ามกับคณะพูดคุยฯ เสนอให้บังคับใช้กฎหมาย และปฏิบัติการทางทหารอย่างเข้มข้น ต่อ กลุ่มที่ใช้ความรุนแรง. ที่กอ.รมน.ภาค4 ดำเนินการอยู่ ในปัจจุบัน. จนสามารถบีบบังคับให้ทั้ง2 กระบวนการต้องเข้าสู่กระบวนการพูดคุยฯ โดยมีภาคประชาชน ภาควิชาการ เป็นสักขีพยาน และ กดดันให้ยุติความรุนแรงส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้นมาโดยลำดับ

จาก ปี 2554 เหตุรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ 619 เหตุการณ์
ปี 2555 เกิดขึ้น 650 เหตุการณ์
ปี 2556 เกิดขึ้น 568 เหตุการณ์

ปี 2557 ที่มีคณะพูดคุยสันติสุขฯ ขึ้นมา นั้น เหตุการณ์รุนแรง เกิดขึ้น 584 เหตุการณ์
ปี 2558 เกิดขึ้น 264 เหตุการณ์
ปี 2559 เกิดขึ้น 193 เหตุการณ์

ปี 2560 เกิดขึ้น 140 เหตุการณ์

ซึ่งเป็นระยะ 3 ปีที่มี คณะพูดคุยสันติสุขฯ ซึ่งถือเป็นงานในระดับ “ยุทธศาสตร์” ที่ต้องใช้ “เทคนิคการเจรจาขั้นสูง” ไม่ใช่งานระดับ”ยุทธวิธี” ที่ต้อง จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ มาควบคุมแต่อย่างใด

error: Content is protected !!